Carro-Masii-Trick-To-Save-Oil-Your-Car

ในปัจจุบันนี้ สิ่งหนึ่งที่คอยรบกวนเราอยู่ทุกวัน คงจะหนีไม่พ้นเรื่องของราคาน้ำมันที่เปลี่ยนแปลงไปเกือบจะทุกๆ วัน เดี๋ยวราคาขึ้นบ้าง ราคาลงบ้าง เท่ากับว่าถ้าเป็นแบบนี้ในแต่ละเดือน เราจะเสียเงินไปกับค่าน้ำมันของรถยนต์ตัวเองประมาณกี่บาทนะ

แน่นอนว่าหลายๆ คนอาจจะมองว่ามันเป็นเรื่องที่จำเป็นที่เราต้องใช้จ่ายทุกเดือนสำหรับค่าน้ำมัน แต่ถ้าเราลองมองว่าให้เรื่องจำเป็นสามารถประหยัดขึ้นมาได้ จะถือว่าเป็นการช่วยเซฟเงินในกระเป๋าของเราได้ไม่มากก็น้อย

เคล็ดลับทำอย่างไรให้ประหยัดค่าน้ำมัน

ถ้าหากเกิดคำถามที่ว่าเราจะสามารถหาวิธีประหยัดค่าน้ำมันได้จากที่ไหนบ้าง ซึ่งทาง masii อยากจะบอกเพื่อนๆ เลยว่า จริงๆ การอัปเดตคอยหมั่นดูราคาน้ำมันก็ถือว่าเป็นวิธีที่ช่วยในเบื้องต้นได้แล้ว แต่วันนี้ทางเราได้รวบรวมวิธีการเคล็ดลับง่ายๆ ที่จะช่วยประหยัดค่าน้ำมันมากฝากเพื่อนๆ ชาว Carro จ้า

ตรวจเช็กสภาพเครื่องยนต์

Carro-Masii-Trick-To-Save-Oil-Your-Car

สิ่งแรกเลย วิธีที่จะช่วยให้เราประหยัดค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ได้มากขึ้นคือ การหมั่นเช็กดูสภาพรถยนต์ของตัวเอง โดยหลักๆ ทาง มาสิ แนะนำว่าให้เพื่อนๆ ตรวจดูอะไหล่เครื่องยนต์ เพราะถ้าหากเราไม่เปลี่ยนอะไหล่เดิมให้เป็นอะไหล่ที่มีสภาพที่พร้อมใช้งาน จะทำให้อายุการใช้งานของรถสั้นลง ส่งผลให้รถกินน้ำมันมากขึ้นกว่าเดิม

บรรทุกของตามความเหมาะสม

มาสิเข้าใจว่าเพื่อนๆ หลายคนมักจะใช้ชีวิตอยู่บนรถยนต์เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นการแต่งตัวบนรถยนต์ แต่งหน้าบนรถยนต์ หรือแม้แต่การรับประทานอาหารรถยนต์ก็ต้องทำมาบ้างแล้ว แบบนี้ส่งผลทำให้รถยนต์ของเราบรรทุกของมากขึ้น อาทิเช่น กระเป๋าเสื้อผ้า รองเท้า เครื่องสำอาง รวมไปถึงสัมภาระอื่นๆ เท่ากับว่ายิ่งรถยนต์ของเรามีน้ำหนักมากขึ้น ก็จะทำให้รถทำงานมากขึ้นกว่าเดิม

รักษาความเร็วให้มั่นคง

วิธีที่จะช่วยให้รถยนต์ของเพื่อนๆ ประหยัดค่าน้ำมันได้มากขึ้นคือ การขับขี่รถยนต์ด้วยอัตราความเร็วที่เหมาะสมคือ 60-70 กม./ชม. ซึ่งถ้าเพื่อนๆ สามารถทำได้จะเป็นการประหยัดน้ำมันไปได้ถึง 15-20% และลดความเสี่ยงอุบัติเหตุที่จะเกิดท้องถนนได้อีกด้วย

ทำบัตรเครดิตสำหรับการเติมน้ำมัน

Carro-Masii-Trick-To-Save-Oil-Your-Car

สิ่งสุดท้ายที่อยากจะแนะนำเพื่อนๆ หลายคนคือ การทำบัตรเครดิตสำหรับการเติมน้ำมัน แน่นอนว่าธนาคารหรือสถาบันทางการเงินได้จับมือรวมกับปั๊มน้ำมันมากมาย เพื่อเสนอสิทธิพิเศษ โปรโมชั่น และส่วนลดต่างๆ ยิ่งถ้าหากเราจำเป็นต้องเติมน้ำมันอยู่แล้ว ลองรูดใช้จ่ายผ่านบัตรเครดิตเติมน้ำมันอาจจะได้รับส่วนลด เครดิตเงินคืน สูงสุดถึง 3-5% ก็เป็นไปได้ อาจจะเป็นยอดจำนวนเงินที่ไม่มากไม่น้อย แต่ที่แน่ๆ คือช่วยเราประหยัดค่าน้ำมันได้มากขึ้นนั่นเอง

เพียงเท่านี้ หากเพื่อนๆ ลองปฎิบัติตามกันดูสัก 2-3 ข้อบอกเลยว่า ค่าน้ำมันแต่ละเดือนที่เพื่อนๆ ใช้จ่ายไป จะประหยัดขึ้นได้อย่างชัดเจน พร้อมทั้งมีเงินเก็บ เงินออมไว้ใช้ในยามจำเป็นอีกด้วยจ้า ถ้าอยากสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมก็สามารถโทรเข้ามาได้ที่ 02 710 3100 หรือไลน์ @masii

ขอขอบคุณบทความดีๆ จาก www.masii.com

Claim-Car-Insurance-About-Flood

ช่วงนี้หลายต่อหลายพื้นที่ของประเทศไทย ก็อยู่ในช่วงฤดูมรสุม โดนพายุฝนกระหน่ำกันไปถ้วนหน้า ถ้าท่านใดสามารถขนข้าวของขนรถหนีน้ำได้ทัน ก็ถือว่าโชคดีไป แต่บางหลายอาจจะขนข้าวขนของ ขนรถหนีไม่ทัน (เช่น รถจอดอยู่ชั้นใต้ดินของคอนโดมิเนียม) โดนน้ำท่วมไปต่อหน้าต่อตาเลยทีเดียว นับเป็นความสูญเสียที่มหาศาล ทั้งทรัพย์สินและที่อยู่อาศัย

สำหรับประกันภัยรถยนต์บางชนิด เช่น ประกันภัยชั้น 1 ที่มีครอบคลุมไปถึงภัยธรรมชาติ หรือประกันภัยแบบพิเศษ อาทิเช่น ประกันภัยชั้น 2+ และ 3+ เป็นต้น หากรถใครที่มีประกันภัยชนิดดังกล่าว ก็จะช่วยลดความกังวลในการจ่ายค่าซ่อมไปได้บ้าง

Claim-Car-Insurance-About-Flood

หากรถโดนน้ำท่วมแล้ว (แล้วรถมีประภันภัย เช่น ชั้น 1) จะมีวิธีเคลมประกันได้อย่างไร กรณีน้ำท่วมรถ

1.แจ้งเคลมกับบริษัทประกันภัย ให้มาตรวจสอบความเสียหายที่เกิดขึ้น หรือถ้าไม่สะดวกก็ถ่ายรูปรถยนต์รอบๆ รถเอาไว้ ตอนที่เกิดน้ำท่วมเพื่อเก็บไว้เป็นหลักฐาน

2.บริษัทประกันภัยก็จะติดต่อนัดหมายผู้เอาประกันภัย เพื่อเข้าไปตรวจสอบรถยนต์คันที่เสียหาย หรือาจจะขอนัดคุณไปดูว่า รถคันที่เสียหายตอนนี้ จอดอยู่ ณ สถานที่แห่งใด ก่อนจะลากรถไปยังอู่ซ่อมรถ หรือศูนย์บริการ เพื่อทำการตรวจสอบสภาพรถ

3. อู่หรือศูนย์บริการ ก็จะทำการประเมินความเสียหาย ประเมินรายการจัดซ่อม ซึ่งสามารถตัดสินออกได้เป็นอีก 2 แบบ ได้แก่

  • 1.กรณีรถยนต์เสียหายอย่างสิ้นเชิง (หรือ Total Loss) คือ ส่วนใหญ่บริษัทประกันภัย จะประเมินมูลค่าความเสียหายที่ 70% ของมูลค่ารถคันนั้น ซึ่งหากพิจารณาจากความเสียหาย ในกรณีนี้คือ รถจมน้ำท่วมมิดคัน หรือ ท่วมเกินช่วงคอนโซลหน้า ซึ่งจะสร้างความเสียหายให้กับทั้งห้องโดยสาร
    หากบริษัทประกันภัยพิจารณาแล้วว่า รถยนต์คันดังกล่าว ไม่คุ้มที่จะซ่อมให้กลับมาสภาพเดิมได้ ซึ่งรวมถึงเครื่องยนต์ ก็จะชดใช้ค่าสินไหมทดแทน ให้ตามทุนประกันภัยที่ได้ระบุไว้ในกรมธรรม์ โดยเจ้าของรถหรือผู้รับผลประโยชน์ ต้องโอนกรรมสิทธิ์ (คืนซากรถ) ให้กับบริษัทประกันภัย และกรมธรรม์ฉบับดังกล่าวก็ถือเป็นอันสิ้นสุดความคุ้มครองไป
  • 2.กรณีรถยนต์เสียหายบางส่วน (หรือ Partial Loss) คือ รถยนต์ไม่เสียหายมากนัก สามารถซ่อมให้กลับมาใช้งานได้ตามเดิม บริษัทประกันภัยก็จะพิจารณาให้เป็นลักษณะความเสียหายบางส่วนเท่านั้น ทั้งนี้ก็ขึ้นอยู่กับการประเมินของบริษัทประกันภัยด้วย ซึ่งมีรายละเอียดตามนี้

OIC-Repair-method-of-each-water-level-rank

ระดับ A น้ำท่วมถึงพื้นรถยนต์ ประเมินค่าซ่อม 8,000-10,000 บาท มีรายการที่ต้องดำเนินการ 15 รายการ เช่น ตรวจสอบแบ็ตเตอรี่ (ถอดขั้ว/ตรวจสอบน้ำกลั่น/ไฟ-ชาร์ท) ทำความสะอาดตัวรถ ล้าง-อัด-ฉีด ขัดสี ถอดเบาะนั่ง หน้า-หลัง ถอดคอนโซลกลาง (คันเกียร์) ถอดพรมในเก๋ง-ซักล้าง-ตาก-อบแห้ง ถอดคันเร่ง (รถที่ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้าและเซ็นเซอร์)

ถอดลูกยางอุดรูพื้นรถและทำความสะอาด ล้างทำความสะอาดห้องเครื่อง-เป่าแห้ง ตรวจสอบทำความสะอาดระบบเบรก 4 ล้อ/ผ้าเบรก ทำความสะอาดสายไฟ-ปลั๊กไฟด้วยน้ำยาเคมีภัณฑ์ ตรวจสอบชุดท่อพักไอเสีย (แคทธาเรติค)

ระดับ B น้ำท่วมถึงเบาะนั่ง ประเมินค่าซ่อม 15,000 -20,000 บาท มีรายการที่ต้องดำเนินการ 26 รายการ โดยเพิ่มเติมจาก 15 รายการในระดับ A คือ การถ่ายน้ำมันเครื่อง-เกียร์-เฟืองท้าย กรองน้ำมันเครื่อง-กรองอากาศ-กรองเบนซิน-กรองโซล่า ตรวจระบบจุดระเบิด หัวเทียน จานจ่าย หัวฉีด ตรวจสอบชุดเพลาขับ

ถอดทำความสะอาดแผงประตูทั้ง 4 บาน ตรวจชุดสวิทซ์สตาร์ท-กล่องควบคุมไฟ- กล่องฟิวส์ ถอดทำความสะอาดไล่ความชื้นระบบเข็มขัดนิรภัย ถอดทำความสะอาดชุดมอเตอร์ยกกระจกไฟฟ้า ตรวจสอบทำความสะอาดเบาะ ถอดทำความสะอาด (ไดร์สตาร์ทและไดร์ชาร์จ) เพื่อไล่ความชื้น

Claim-Car-Insurance-About-Flood

ระดับ C น้ำท่วมถึงส่วนล่างของคอนโซลหน้า ประเมินค่าซ่อม 25,000-30,000 บาท มีรายการที่ต้องดำเนินการ 39 รายการ โดยเพิ่มเติมจาก ระดับ A และ B คือ ตรวจสอบชุดอีโมไรท์เซอร์/ระบบ GPS (ที่ติดมากับรุ่นรถ) ตรวจสอบไล่น้ำออกจากเครื่องยนต์ ท่อไอดี ห้องเผาไหม้ ตรวจสอบลูกปืนไดชาร์ท ลูกรอก ตรวจสอบทำความสะอาดระบบไฟส่องสว่าง (ไฟหน้า-ท้าย-เลี้ยว) ตรวจเช็คระบบขับเลี้ยวไฟฟ้า

ถอดตรวจเช็คตู้แอร์ มอเตอร์ โบวเวอร์ เซ็นเซอร์ ถอดหน้าปัดเรือนไมล์ เกจ์ ถอดตรวจเช็คระบบไฟฟ้าและสายไฟขั้วต่างๆ ตรวจเช็คระบบเครื่องเสียง-วิทยุ-แอมป์-ลำโพง ตรวจเช็คระบบเบรก (ABS) ตรวจชุดหม้อลมเบรก/ แม่ปั้มบน-ล่าง ตรวจสอบลูกปืนล้อ-ลูกหมาก-ลูกยางต่างๆ ผ้าหลังคา/แมกกะไลท์

ระดับ D น้ำท่วมถึงส่วนบนของคอนโซลหน้า ประเมินค่าซ่อมเริ่มต้นที่ 30,000 บาท ขึ้นไป มีรายการที่ต้องดำเนินการ 40 รายการ โดยเพิ่มเติมจาก ระดับ A – C มา 1 รายการ คือ ทำสี (กรณีสีรถได้รับความเสียหาย) ซึ่งในกรณีนี้ทางบริษัทผู้รับประกันภัยอาจพิจารณาคืนทุนประกันภัยให้กับผู้เอาประกันภัยก็ได้

และระดับ E รถยนต์จมน้ำทั้งคัน ซึ่งในกรณีนี้ บริษัทผู้รับประกันภัยจะคืนทุนประกันภัย ให้กับผู้รับประกันภัยสถานเดียว

Claim-Car-Insurance-About-Flood

โดยที่บริษัทประกันภัย จะเป็นผู้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายทั้งหมด เช่น ค่าทำความสะอาดภายในรถ ซักเบาะ พรม ขัดสี ทำความสะอาดต่างๆ ซึ่งคุณสามารถนำหลักฐานไปเคลมประกันภัยได้เช่นกัน

และเมื่อรถซ่อมเสร็จนำกลับมาใช้ ถ้าพบปัญหาจากระบบต่างๆ ของตัวรถ ที่เป็นสาเหตุเกิดจากตอนถูกน้ำท่วม ก็สามารถแจ้งบริษัทประกันภัยได้ทันที เพื่อเคลมความเสียหายต่อเนื่องครับ

หากท่านใดอ่านแล้วยังมีข้อสงสัย หรือมีปัญหาไม่ได้รับความเป็นธรรม ในการเคลมประกันภัยจากบริษัทประกันภัย ก็สามารถติดต่อได้ที่ สายด่วน คปภ. 1186 ครับผม

แหล่งที่มา :

  • คปภ.
Carro x Frank - จะให้ดี... ควรต่อประกันรถตอนไหน

มีรถยนต์ก็ต้องดูแล! ต้องเทคแคร์อย่าให้ขาดทั้งน้ำมัน ทั้งซ่อมบำรุง ทั้งเติมลมยาง และอื่นๆ มากมาย และที่ลืมไม่ได้เลยคือการต่อประกันรถยนต์เพิ่มความคุ้มครองนอกเหนือจาก พ.ร.บ.รถยนต์

ถามว่าเราควรต่อประกันรถยนต์ตอนไหน ?

คงต้องตอบตรงๆ ว่า มีให้เลือกต่อประกันรถยนต์หลายช่วงเวลาตามนี้

1. ต่อล่วงหน้า 3 เดือนก่อนหมดอายุ
2. ต่อล่วงหน้า 1 เดือนก่อนหมดอายุ
3. ต่อล่วงหน้า 1 วันก่อนหมดอายุ

และเพื่อชาว Carro ให้เข้าใจอย่างถ่องแท้ เพนกวิน Frank.co.th โบรกเกอร์ประกันภัยออนไลน์ขออธิบายตามนี้ครับ!!

Car-Insurance-For-New-Driver

1. ต่อประกันรถล่วงหน้า 3 เดือน

คงต้องบอกว่า “หากกลัวลืม!!” และต้องการความดูแลต่อเนื่อง
เราสามารถต่อประกันรถยนต์ล่วงหน้า 3 เดือนก่อนประกันหมดอายุ

สำหรับการต่อประกันล่วงหน้ามีข้อดียังไงบ้าง ?

  • มีเวลาได้พิจารณาเงื่อนไขที่ดีที่สุด
  • มีเวลาอ่านข้อตกลง และเปรียบเทียบเบี้ยประกันภัยที่ต้องการ
  • มีเวลาผ่อนจ่ายยาว ๆ สบาย ๆ ไม่ตึงมือ
  • มีเวลาเคลมรถยนต์และนำเข้าซ่อมก่อนต่อประกันกับที่ใหม่
  • และที่สำคัญคือมีความคุ้มครองต่อเนื่อง

ดังนั้น การต่อประกันภัยล่วงหน้า 3 เดือนนั้น เหมาะสำหรับคนขี้ลืมและเหมาะกับคนที่ต้องการเปลี่ยนบริษัทฯ ประกันรถยนต์เป็นบริษัทใหม่ แนะนำให้ซื้อประกันล่วงหน้าเลย หากใครเงินไม่พออยากได้ประกันชั้น 1 บางโบรกเกอร์มีผ่อน 0% ให้เลือกด้วยนะ

What-Is-Excess-In-Insurance

2. ต่อประกันรถล่วงหน้า 1 เดือน

ไม่มากไม่น้อยครับสำหรับช่วงเวลา 1 เดือน สำหรับคนที่ต้องการต่อประกันกับเจ้าใหม่ เมินบริษัทฯ เดิม เรายังมีเวลาได้หายใจหายคอดูเบี้ยประกันภัย เทียบความคุ้มครอง เลือกทุนประกัน และมองหาบริการเสริมอื่นๆ จากโบรกเกอร์ออนไลน์เจ้าดังทั้งหลายที่พร้อมให้บริการ

ข้อดีของการต่อประกันรถล่วงหน้า 1 เดือน คือ

  • ไม่ต้องจ่ายเงินล่วงหน้านานเกินไป
  • มีเวลาเคลมรอยรอบคัน หรือเคลมแห้งซ่อมกับประกันเจ้าเดิม
  • รับความคุ้มครองต่อเนื่อง (แต่ต้องตัดสินใจในทันนะ)

Old-Car-Over-7-Years-With-Insurance

3. ต่อประกันรถล่วงหน้า 1 วันก่อนหมดอายุ

ถ้าเลือกเพลินเกินห้ามใจ อันนี้ก็ดีอันโน้นก็ดี ตัดใจไม่ได้สักที อันนี้ก็ต้องบอกว่าอาจเสี่ยงหน่อย ๆ ครับ สำหรับการซื้อล่วงหน้า 1 วันก่อนหมดอายุ เพราะประกันรถยนต์บางเจ้าอาจจะต้องใช้เวลาตรวจสอบรถยนต์ก่อนรับประกันก็มี และอาจจะมีระยะเวลาดำเนินการอยู่บ้างครับ

อ่านมาถึงตรงนี้เลือกได้หรือยังครับ ? ว่าต่อประกันรถยนต์ล่วงหน้าแบบไหนเหมาะกับเรา ?

ขอบคุณข้อมูลจาก Frank.co.th ประกันที่รวดเร็ว เรียบง่าย และจริงใจกับคุณ

ขอขอบคุณภาพประกอบจาก จส.100

หลายคนอาจตกใจ เมื่อเห็นหัวข้อของบทความนี้ ทำไมตั้งซะดูโหดร้ายจังเลย โดยเฉพาะคนรักสุนัข คนรักสัตว์

แต่ก็เป็นที่ทราบกันดี เพราะปัญหาสุนัขจรจัด (หรือ หมาจรจัด) ก็ยังเป็นปัญหาที่แก้ไม่ตก และเป็นปัญหาที่เรื้อรังมาอย่างยาวนาน จากคนที่ไร้ความรับผิดชอบ หรือเลี้ยงไม่ไหว ก็มักจะแอบไปปล่อยตามวัด หรือตามซอยต่างๆ จนออกลูกหลานเต็มไปหมด

Human-and-Dog

คุณอาจจะเคยเห็นหมาที่นั่งๆ นอนๆ ตามหน้าร้านสะดวกซื้อ หรือตามสถานที่ต่างๆ ที่คนรักสัตว์ มักจะเอ็นดู ชื่นชอบและสงสาร คอยให้อาหารกันอยู่เป็นประจำ

แต่ในขณะเดียวกัน สุนัขเองก็มีไปสร้างความเดือดร้อน (ที่เวลาไปสร้างความเดือดร้อนให้ใคร ก็จะหาคนที่มารับผิดชอบได้ยาก หรือไม่มี) เช่น การขับถ่าย ขี้-เยี่ยว เรี่ยราด หรือไล่กัดชาวบ้านที่เดินไปมา บางทีจู่ๆ กัดกันเอง หรือตกใจเสียงดังอะไรสักอย่าง วิ่งเตลิดออกทำคนตกใจไปทั่วก็มี

Family-Driving

สมมติว่าคุณขับรถไปบนถนนเส้นหนึ่ง ด้วยความเร็วพอประมาณ อยู่ๆ ก็มีหมาที่วิ่งออกมาจากไหนก็ไม่รู้ ตัดหน้ารถกะทันหัน ถ้าเป็นคุณจะทำอย่างไร?

ในกรณีที่คุณตัดสินใจ “หักหลบเข้าข้างทาง” นั้น ถือว่าเป็นสิ่งที่ควรปฏิบัติ “แต่” ก็ต้อดูสถานการณ์รอบข้างด้วย ว่าไม่มีสิ่งกีดขวางอะไรใดๆ ที่อยู่ด้านที่คุณจะหักหลบไป เพราะการหักหลบ อาจกลายเป็นเกิดอุบัติเหตุซ้ำซ้อน ก่อให้เกิดเรื่องมากกว่าที่คิด ไม่งั้น คุณอาจจะเจ็บตัวแทนหมาที่วิ่งตัดหน้ารถคุณแทน

แต่ถ้าหากคุณตัดสินใจ “ชนหมาทันที” นั้น ต้องเป็นเฉพาะเข้ามากระชั้นชิดจริงๆ แบบที่ไม่มีทางหลบได้แล้ว เพราะการชนหมา ก็ทำให้รถคุณเกิดความเสียหายขึ้นแน่นอน และต้องจ่ายซ่อมรถเอง ยกเว้นว่ารถประกันภัยชั้น 1 ก็จะได้รับความคุ้มครองและดูแลความเสียหายเกี่ยวกับรถยนต์ และทรัพย์สินของบุคคลภายนอกตามที่ระบุไว้ตามกรมธรรม์

Car-Warning-System

แต่ถ้าคุณตัดสินใจ “เบรกอย่างรุนแรง” (หรือกระทืบเบรก) ถ้าคุณมองกระจกมองหลัง กระจกมองข้างในเสี้ยววินาทีแล้วว่า ไม่มีรถ หรือมอเตอร์ไซค์วิ่งตามหลังมา ก็เบรกได้เลย แต่คุณก็ต้องประคองรถให้ดีๆ ถึงแม้ว่ารถรุ่นใหม่ๆ แทบทุกรุ่น จะมีติดตั้งระบบเบรก ABS ป้องกันล้อล็อคตาย หรือระบบเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติ มาให้ก็ตาม

แต่ถ้าจะให้ดีที่สุด ถ้าคุณขับรถผ่านในที่ชุมชน อย่าขับเร็วมาก (ใช้ความเร็วประมาณ 30-50 กม./ชม. ก็เพียงพอแล้ว) และหมั่นสังเกตสองข้างทาง จะมีหมา (หรือคน) มีท่าทีจะวิ่งออกมาตัดหน้ารถเราหรือเปล่า กดแตรเตือนไปก่อน (ไม่ต้องกดถี่ๆ เดี๋ยวจะกลายหมาเป็นตกใจขึ้นมาแทน) ก็ช่วยชีวิตมันได้แล้ว เพราะสัตว์ไม่เข้าใจ หรือกะในเรื่องความเร็วรถที่วิ่งมาได้หรอกครับ

เพราะหมามันก็รักชีวิต เท่ากับเราเหมือนกัน

Car-Accident

กรณีที่หมามีเจ้าของ แล้วเกิดเรื่องแบบนี้ ใครจะต้องรับผิดชอบ?

ตาม พ.ร.บ. จราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 111 ซึ่งบัญญัติห้ามมิให้ผู้ใดขี่ จูง ไล่ต้อนหรือปล่อยสัตว์ไปบนทางในลักษณะที่เป็นการกีดขวางการจราจรและไม่มีผู้ควบคุมเพียงพอ

เมื่อเจ้าของหมา ดูแลหมาไม่ได้ ก็ต้องรับผิดชอบตามกฎหมาย และ พรบ. ป้องกันการทารุณกรรมสัตว์ฯ

ซึ่ง พ.ร.บ. ป้องกันทารุณกรรมและการจัดสวัสดิภาพสัตว์ มาตรา 23 กล่าวว่า ด้วยการห้ามมิให้เจ้าของสัตว์ปล่อย ละทิ้ง หรือกระทําการใดๆ ให้สัตว์พ้นจากการดูแลของตนโดยไม่มีเหตุอันสมควร หากฝ่าฝืนต้องระวางโทษปรับไม่เกินสี่หมื่นบาท

เจ้าของสัตว์จึงต้องรับผิด เว้นแต่คนขับรถจะขับรถประมาท ก็ต้องรับผิดตามสัดส่วน ว่าใครประมาท มากกว่ากัน

ขอขอบคุณข้อมูลกฏหมายจาก ทนายเกิดผล แก้วเกิด

10-Cheapest-SUV-PPV-Crossover-In-Thailand

ถ้าจะให้พูดถึง “รถ SUV” (Sport Utility Vehicle) แล้ว ในบ้านเราก็มีอยู่หลากหลายประเภท เริ่มต้นตั้งแต่แบบ Crossover ซึ่งมาจากคำว่า Crossover Utility Vehicle ซึ่งเป็นรถที่ประกอบเป็นชิ้นเดียวกันทั้งคัน ดูคล้ายกับรถเก๋งยกสูง รูปร่างหน้าตาสวย เน้นความอเนกประสงค์ ตัวรถไม่ใหญ่มากนัก เหมาะกับการใช้งานในเมืองเป็นหลัก หรืออาจจะลุยได้บ้าง แต่ก็ไม่มากเท่ากับแบบ SUV แท้ๆ

สำหรับรถ SUV นั้น ก็ยังมีอีก 2 แบบหลักๆ ได้แก่ SUV แบบที่มีลักษณะเดียวกันกับรถแนว Crossover แต่มีขนาดตัวรถที่ใหญ่กว่า ดูลุยกว่า มีที่นั่งทั้งแบบ 5 ที่นั่ง และ 7 ที่นั่ง

และรถ SUV ที่มีพื้นฐานตัวรถเป็นแชสซีส์ แบบเดียวกับรถกระบะ หรือที่บ้านเรามักเรียกกันว่า “รถ PPV” หรือ Pick-up Passenger Vehicle แต่ปรับช่วงล่างให้นุ่มนวลขึ้น ด้วยการใช้คอยล์สปริง ตัวรถมีขนาดใหญ่ นั่งได้ 7 ที่นั่ง สามารถวิ่งในเมือง หรือลุยในทางฝุ่น เข้าป่าฝ่าดงได้

ส่วนใหญ่มักจะนึกถึงรถอเนกประสงค์ ใช้งานได้หลากหลาย ขับไปทำงาน ไปพักผ่อนหย่อนใจกันได้ทั้งครอบครัว ฝนตกก็พอลุยน้ำท่วมได้ หรือเข้าทางลูกรังก็พอลุยได้ มีให้เลือกกันทั้งแบบขับเคลื่อน 2 ล้อ และแบบขับเคลื่อน 4 ล้อ ซึ่งยังแบ่งออกไปได้อีกเป็นแบบ Part-Time หรือแบบ Full-Time เป็นต้น

Carro ขอรวบรวมข้อมูล 10 อันดับ SUV – PPV และ Crossover สุดในไทย ประจำปี 2019 มาให้ทุกท่านได้ทราบครับ.

1. MG ZS 1.5 C ราคา 679,000 บาท

MG-ZS-2019

MG ZS (เอ็มจี แซดเอส) เป็นรถที่พวกลื้ออาจจะถามว่า กี่ล้านนนนน แต่ตอนพวกลื้อจะขาย ก็อาจจะถามว่า เหลือกี่แสนนนนน …..

โดย MG ZS จัดเป็นรถในระดับ B-SUV ตอบสนองคนรุ่นใหม่ด้วยความเป็น Smart SUV ที่ชูจุดเด่นอย่างระบบ i-Smart ระบบสั่งงานด้วยเสียงภาษาไทย และยังดูสถานะและสั่งงานระบบต่างๆ ของตัวรถผ่านแอพพลิเคชั่น MG iSMART บนโทรศัพท์มือถือ ได้อีกทั้งยังตั้งราคาในแบบที่ว่า “จับต้องได้” จนหลายต่อหลายคนต้องลองซื้อไปใช้กัน ห้องโดยสารภายในกว้างขวาง ใช้งานได้อเนกประสงค์

มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร ตัวเดียวกับที่ใช้ใน MG3 และ MG5 แต่ปรับแรงม้าให้มากขึ้นมาเป็น 114 แรงม้า และเครื่องยนต์จุดระเบิดแบบ Atkinson Cycle พร้อมกับปรับปรุงชิ้นส่วนภายใน และตั้งค่ากล่อง ECU ใหม่ ผ่านระบบส่งกำลังแบบอัตโนมัติ 4 สปีด พร้อม Manual Mode

2. Honda BR-V 1.5 V ราคา 765,000 บาท

Honda-BR-V-2019

Honda BR-V (ฮอนด้า บีอาร์วี) เป็นรถแนว Active Sport Crossover เพิ่งปรับโฉมไปหมาดๆ เมื่อเดือนมิถุนายน 2562 ที่ผ่านมา มาพร้อมไฟหน้าโปรเจคเตอร์ พร้อมไฟหรี่และไฟ LED สำหรับวิ่งกลางวัน, ไฟตัดหมอกใหม่ ล้ออัลลอยลายใหม่ขนาด 16 นิ้ว แถมยังสีภายนอกเพิ่มสีใหม่ แดงมุก Passion Red

มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 1.5 ลิตร แบบเดียวกับใน Honda City ให้แรงม้าสูงสุด 117 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT โดยทั้งเครื่องยนต์และเกียร์ พัฒนาขึ้นภายใต้เทคโนโลยี Earth Dreams พร้อมรองรับน้ำมัน E20 และ E85

3. MG GS 1.5 T 2WD D ราคา 890,000 บาท

MG-GS

MG GS (เอ็มจี จีเอส) จัดเป็นรถ Compact SUV ที่เปิดตัวครั้งแรกไปในรุ่น 2.0 ลิตร เมื่อเดือนมีนาคม 2559 และตามมาติดๆ ด้วยรุ่น 1.5 Turbo ในเดือนพฤศจิกายน 2559 โดดเด่นด้วยรูปทรงภายนอก ห้องโดยสารภายในกว้างขวาง อุปกรณ์มาตรฐานมีเพียบ ใช้ช่วงล่างแบบอิสระ พร้อมเหล็กกันโคลงทั้ง 4 ล้อ ด้านหน้าแบบแม็กเฟอร์สันสตรัท ส่วนด้านหลังแบบมัลติลิงก์

ทำตลาดด้วยเครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.5 ลิตร แบบใหม่ 4 สูบ Di Turbo 167 แรงม้า พร้อมระบบส่งกำลังใหม่แบบ Twin Clutch Sportronic Transmission หรือ TST 7 สปีด และรองรับน้ำมัน E85

4. Honda HR-V E ราคา 949,000 บาท

Honda-HR-V-2019

Honda HR-V (ฮอนด้า เอชอาร์วี) จัดว่าเป็นรถ Crossover ที่ขายดีมากๆ ในช่วงตั้งแต่เปิดตัวเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2556 กวาดยอดขายไปกว่า 83,000 คัน (ยอดขายถึงเดือนมิถุนายน 2562) ด้วยตัวรถที่โดดเด่น ภายในห้องโดยสารอเนกประสงค์ โดนเด่นด้วยออพชั่นต่างๆ เช่น เบรกมือไฟฟ้า หรือระบบ Honda LaneWatch และเบาะหลังปรับพับได้ 3 รูปแบบ Long Mode, Tall Mode และ Utility Mode

รุ่นนี้ใช้เครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร SOHC i-VTEC 141 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT ซึ่งทั้งเครื่องยนต์และเกียร์ พัฒนาขึ้นภายใต้เทคโนโลยี Earth Dreams และยังรองรับน้ำมัน E85 อีกด้วย

5. Toyota C-HR 1.8 Entry ราคา 979,000 บาท

Toyota-C-HR-2019

Toyota C-HR (โตโยต้า ซี-เอชอาร์) ชื่อรุ่น C-HR นั้นย่อมาจากคำว่า Coupe High Rider จัดเป็นรถประเภท Compact SUV เปิดตัวในไทยเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2560 กับดีไซน์ที่ไร้ขีดจำกัด บนโครงสร้าง TNGA (Toyota Global New Architecture) และปลอดภัยสูงสุดกับ Toyota Safety Sense

มีเครื่องยนต์ให้เลือก 2 แบบ ทั้งเครื่องยนต์เบนซิน ขนาด 1.8 ลิตร 140 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ Super CVT-i 7 สปีด พร้อม Sequential Shift และ Shift Lock

และในรุ่น Hybrid ขนาด 1.8 ลิตร ให้กำลังขับรวมมอเตอร์ไฟฟ้า 122 แรงม้า ที่พัฒนาให้แบตเตอรี่มีขนาดเล็กลง แต่เก็บประจุไฟฟ้าได้มากขึ้น ซึ่งก็ได้รับการตอบรับเป็นอย่างดีมากๆ และพิเศษสำหรับรุ่นไฮบริด รับประกันแบตเตอรี่ไฮบริด 10 ปี โดยไม่จำกัดระยะทาง

6. Chevrolet Trailblazer 4X2 A/T LT ราคา 999,000 บาท

Chevrolet-Trailblazer

Chevrolet Trailblazer (เชฟโรเลต เทรลเบลเซอร์) แม้ว่าจะออกมานานแล้ว เปิดตัวตั้งแต่เดือนมีนาคม 2555 ปรับโฉมน้อยใหญ่ หรือมีรุ่นพิเศษกันไปหลายครั้ง และยังขายมาจนถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นโฉมที่เปิดตัวไปเมื่อเดือนสิงหาคม 2559 ตกแต่งทั้งภายนอกและภายใน และยังคงความเป็นรถแกร่ง สไตล์อเมริกัน เป็นจุดขายหลักเช่นเคย

โดยราคา 999,000 บาท จากราคาขายปลีกปกติ 1,144,000 บาท โดยคำนวณจากเทรลเบลเซอร์ รุ่น 4×2 A/T LT ปี 20 พร้อมฟรี สติกเกอร์ Trailblazer ที่ฝากระโปรงหน้า และชุดแต่งซุ้มล้อทั้งหน้าและหลัง มูลค่า 8,300 บาท เป็นราคาพิเศษที่ทาง GM Thailand เสนอในเดือนสิงหาคม 2562 ครับ

มาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบ Duramax ขนาด 2.5 ลิตร พร้อมเทอร์โบแปรผันแบบ VGT (Variable Geometry Turbocharger) 180 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 6 สปีด

7. Subaru Forester 2.0 i-L AWD ราคา 1,030,000 บาท

Subaru-Forester-2019

Subaru Forester (ซูบารุ ฟอเรสเตอร์) จัดเป็นรถ SUV ที่ประกอบในไทยแล้ว มีราคาเริ่มต้นเร้าใจมากๆ ใช้แพลตฟอร์มใหม่ล่าสุด นั่นคือ Subaru Global Platform เพิ่มการดูดซับแรงกระแทกมากขึ้นถึง 40% ลดการสั่นโคลงได้มากขึ้น 50% อีกทั้งตัวรถ ยังมีหน้าตาที่ดูทะมัดทะแมง บึกบึนขึ้นกว่าเดิมอย่างเห็นได้ชัด ห้องโดยสารสไตล์รถครอบครัว นั่งสบายทั้ง 5 ที่นั่ง ส่วนในรุ่น Top สุด ยังมีระบบ Eyesight กล้องคู่ ที่ถือว่าเป็นจุดเด่นอีกด้วย

มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซินขนาด 2.0 ลิตร แบบ 4 สูบ Boxer DOHC 16 วาล์ว Di 156 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ Lineartronic แบบแปรผันอัตราทดต่อเนื่อง CVT 7 สปีด บนระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ AWD Symmetrical All-Wheel Drive

8. Isuzu MU-X 4X2 1.9 Ddi CD A/T ราคา 1,099,000 บาท

suzu-MU-X-The-Onyx-2019

Isuzu MU-X (อีซูซุ มิวเอ็กซ์) มาในมาดใหม่ คม…เข้ม รุ่นปี 2019 เปิดตัวไปในเดือนกุมภาพันธ์ 2562 พร้อมกับรุ่นพิเศษอย่าง The Onyx สปอร์ตแบบฉบับ Onyx Design Edition ห้องโดยสารโอ่โถงโทนเข้ม โดยในรุ่นเริ่มต้นนี้ เพิ่มไฟหน้า Bi-LED พร้อมไฟ Daylight ในโคมและเส้นนำแสง LED Guiding Light

มาพร้อมขุมพลังขนาด 1.9 ลิตร Isuzu Ddi Blue Power 150 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติแบบ 6 สปีด พร้อมโหมด Rev Tronic เพื่อความสนุก และความสุนทรีย์ในการขับขี่

9. Mitsubishi Pajero Sport 2.4 D GT 2WD ราคา 1,299,000 บาท

New-Mitsubishi-Pajero-Sport-2019

Mitsubishi Pajero Sport (มิตซูบิชิ ปาเจโร สปอร์ต) เพิ่งเปิดตัวโฉมไมเนอร์เชนจ์ไปล่าสุดเมื่อเดือนกรกฎาคม 2562 ที่ผ่านมานี้เอง มาพร้อมรูปลักษณ์ภายนอกที่หรูหราและทรงพลังยิ่งขึ้น พร้อมปรับปรุงภายในห้องโดยสารใหม่ ด้วยจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ LCD ขนาด 8 นิ้ว ปรับปรุงใหม่เพื่อง่ายต่อการอ่าน และประตูท้ายไฟฟ้าที่ใช่ง่ายยิ่งขึ้น เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถเปิด-ปิด ด้วยสมาร์ทโฟน

มาพร้อมเครื่องยนต์ MIVEC Turbo Diesel ขนาด 2.4 ลิตร 181 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 8 สปีด มีทั้งรุ่นขับเคลื่อน 2 ล้อ และขับเคลื่อน 4 ล้อ ให้เลือก

10. Ford Everest 2.0 L Turbo 4X2 Trend ราคา 1,299,000 บาท

Ford-Everest

Ford Everest (ฟอร์ด เอเวอเรสต์) โฉมไมเนอร์เชนจ์นี้ เปิดตัวไปเมื่อเดือนกรกฎาคม 2561 ที่ผ่านมา ตัวรถมากับกระจังหน้าใหม่, ชุดไฟหน้า HID, ล้ออัลลอยแบบก้านคู่ Split-Spoke ขนาด 20 นิ้ว ใหญ่โตโอฬาร

ส่วนห้องโดยสารโทนสีดำ ใช้เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้า 8 ทิศทาง เบาะแถว 3 พับไฟฟ้า และมีหลังคา Panoramic Moonroof ให้ กับระบบ Infotainment แบบ SYNC 3 ทำงานผ่านจอทัชสกรีนขนาด 8 นิ้ว แสดงผลกล้องมองหลัง รองรับการเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน เป็นต้น

ไม่ใช่เรื่องเหนือความคาดหมายแต่อย่างใด ที่ Everest จะใช้เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.0 ลิตร ใหม่ แบบ Bi-Turbo แรงม้าสูงสุดมากถึง 213 แรงม้า ตัวเดียวกับใน Ranger Raptor พร้อมจับคู่เกียร์อัตโนมัติ 10 สปีด

อันนี้แถมให้ … Toyota Fortuner 2.4 G ราคา 1,299,000 บาท

Toyota-Fortuner

Toyota Fortuner (โตโยต้า ฟอร์จูนเนอร์) สำหรับ ฟอร์จูนเนอร์ เองนั้น ก็ยังเป็นรถอเนกประสงค์ยอดนิยมของคนไทย ทั้งในแบบรถใหม่ หรือรถมือสองก็ตาม โดยโฉมนี้ (เจเนอเรชั่นที่ 2) เปิดตัวในบ้านเราเมื่อเดือน กรกฎาคม 2558 โดยมีการปรับโฉมเล็กๆ น้อยๆ กันทุกปี ด้วยการออกแบบที่หรูหรา ล้ำสมัย ทั้งภายในและภายนอก

สำหรับรุ่นเริ่มต้น ใช้เครื่องยนต์ดีเซลขนาด 2.4 ลิตร 150 แรงม้า ระบบส่งกำลังแบบอัตโนมัติ 6 สปีด พร้อม Sequential Shift

Mr.Carro หวังว่า 10 อันดับ รถ SUV – PPV และ Crossover ถูกสุดในไทยที่นำมาเสนอนั้น หากใครอยากได้ หรือกำลังตัดสินใจจะซื้อรถป้ายแดงอยู่พอดี แต่งบไม่พอ! ก็ลองขายรถคันเดิมของคุณกับทาง Carro ดูได้ โดยได้ราคาที่ดีที่สุด รับประกันความพึงพอใจ พร้อมปิดการขายภายใน 24 ชั่วโมง!

เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook Carro Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

หมายเหตุ : *ข้อมูลสินค้า 10 อันดับข้างต้นนี้ เป็นข้อมูลสินค้าที่ Update ณ เดือนสิงหาคม 2562 เมื่อเวลาผ่านไปราคาและอันดับดังกล่าวอาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ โปรดสอบถามรายละเอียดหรือราคาล่าสุด ที่ตัวแทนจำหน่ายรถรุ่นนั้นๆ อีกครั้ง

**การจัดอันดับ หากเป็นรถ SUV รุ่นที่มีราคาเท่ากันในหลายยี่ห้อนั้น ทางเราจะจัดอันดับเรียงตามการเปิดตัวโฉมใหม่ล่าสุด หรือการปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ล่าสุด ขึ้นเป็นอันดับแรก

Toyota-JZ-Engine

ถ้าจะให้ถามว่า “รถอะไรเอ่ย? ที่คนไทยนิยมเอามาวางเครื่องกันใหม่ มากที่สุด”

หลายคนคงตอบได้ว่า ต้องเป็น “เครื่องเจสิ” หรือเครื่องยนต์ตระกูล “JZ” ของ Toyota (โตโยต้า) แน่นอน เพราะมีให้เห็นกันเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นการวางเครื่องทดแทนเครื่องเดิมในรถ Toyota เอง หรือวางเครื่องแบบข้ามสายพันธุ์ในรถยี่ห้ออื่น แม้กระทั่งรถกระบะ ก็ยังนิยมวางเครื่องยนต์ตัวนี้กัน ในช่วงที่ราคาน้ำมันแพง แล้วก็นำไปติดแก๊สกัน หรือชอบความแรงเป็นการส่วนตัว …

เครื่องยนต์ตระกูล JZ เริ่มพัฒนาออกมาและติดตั้งในรถยนต์ Toyota รุ่นต่างๆ ตั้งแต่ปี 1990 เพื่อทดแทนเครื่องยนต์ตระกูล M ที่ใช้กันมานาน

Mr.Carro ขอพามาดูกันครับ ว่าเครื่อง J ที่เรียกกันติดปาก สำหรับเครื่องยนต์ตระกูล JZ ของ Toyota นั้น มีรายละเอียดอย่างไรบ้าง …

ความหมายของเครื่องยนต์ตระกูล JZ

Toyota-JZ-Engine

– ตำแหน่งที่ 1 ตัวเลข 1 และ 2 หมายถึงลำดับของการผลิตในรุ่น คือ 1JZ, 2JZ
– ตำแหน่งที่ 2 ตัวอักษร 2 ตัว JZ หมายถึงชื่อรุ่น
– ตำแหน่งที่ 3 ตัวอักษร G, E, F, S, T หมายถึงรายละเอียดการทำงานทั่วไปของเครื่องยนต์

– G DOHC แบบต้องการกำลังมากกว่าปกติ
– E ระบบจ่ายเชื้อเพลิงด้วยหัวฉีดไฟฟ้า
– F DOHC แบบประหยัด
– S ระบบจ่ายเชื้อเพลิงเข้าสู่ห้องเผาไหม้แบบตรง หรือ D-4
– T ติดตั้งระบบอัดอากาศเข้าสู่ห้องเผาไหม้ด้วย Turbo

เครื่องยนต์ 1JZ-GE, 1JZ-GTE

Toyota-JZ-Engine

หน้าตาเครื่องยนต์ 1JZ-GE แบบเดิมๆ ฝาดำ

รายละเอียดของเครื่องยนต์รหัส 1JZ นั้น แบ่งออกได้เป็น 2 แบบใหญ่ๆ นั่นคือ 1JZ-GE และ 1JZ-GTE เป็นเครื่องยนต์ที่มีขนาด 2.5 ลิตร (2,491 ซีซี) แบบ 6 สูบแถวเรียง DOHC 24 วาล์ว ความกว้างกระบอกสูบ 86 X ช่วงชัก 71.5 มิลลิเมตร มีทั้งเกียร์ธรรมดา และเกียร์อัตโนมัติ

ซึ่งเครื่องยนต์รหัส 1JZ-GE นั้น หมายถึงเครื่องยนต์ตัวธรรมดา (ฝาเงิน) ให้แรงม้าสูงสุด 180 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 24.0 กก.-ม. ที่ 4,000 รอบ/นาที

ส่วนเครื่องยนต์รุ่นปี 1996 ขึ้นไป (ฝาดำ) ให้แรงม้าสูงสุด 200 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 26.0 กก.-ม. ที่ 4,000 รอบ/นาที

และในส่วนของตัวปรับปรุงใหม่ เพิ่มระบบ VVT-i เข้าไป ให้แรงม้าสูงสุด 200 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 25.5 กก.-ม. หรือ 26.0 กก.-ม. ที่ 4,000 รอบ/นาที

และในส่วนของรุ่นที่เป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ แรงม้าจะมีแค่ 196 แรงม้า

Toyota-JZ-Engine

ส่วน 1JZ-GTE นั้น เป็นเครื่องยนต์ที่มี Turbo คู่ ให้แรงม้าสูงสุด 280 แรงม้า ที่ 6,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 37.0 กก.-ม. ที่ 4,800 รอบ/นาที

Toyota-JZ-Engine

และในส่วนของตัวปรับปรุงใหม่ เพิ่มระบบ VVT-i เข้าไป ให้แรงม้าสูงสุด 280 แรงม้า ที่ 6,200 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 38.5 กก.-ม. ที่ 2,400 รอบ/นาที

Toyota-JZ-Engine

และทิ้งท้ายด้วยรหัส 1JZ-FSE เพิ่มระบบ VVT-i และระบบจ่ายเชื้อเพลิงเข้าสู่ห้องเผาไหม้แบบตรง D-4 ให้แรงม้าสูงสุด 200 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 25.5 กก.-ม. ที่ 3,800 รอบ/นาที

สำหรับรถรุ่นที่ขายในญี่ปุ่น ที่ใช้เครื่องยนต์รหัส 1JZ-GE, 1JZ-GTE ได้แก่ Toyota Mark II, Mark II Blit, Chaser, Cresta, Verossa, Crown, Crown Estate และรถสปอร์ตหรู Soarer กับรถสปอร์ตสมรรถนะสูงอย่าง Supra เป็นต้น

ส่วนรุ่นที่ใช้เครื่องยนต์รหัส 1JZ-FSE ได้แก่รุ่น Mark II (เฉพาะตระกูล JZX11#), Mark II Blit, Verossa และ Crown เป็นต้น

การจะแยกแยะเครื่องยนต์รหัส 1JZ-GTE อาจจะยากหน่อย แต่ดูได้จากอ่างน้ำมันเครื่อง ก็พอคาดเดาได้ว่าเคยวางอยู่ในรุ่นไหนมาก่อน เช่น อ่างน้ำมันเครื่องอยู่หน้าเครื่อง จะอยู่ในรุ่น Maek II, Chaser และ Cresta, ส่วนอ่างน้ำมันเครื่องอยู่กลางเครื่อง อยู่ในรุ่น Crown และอ่างน้ำมันหลังเครื่อง จะอยู่ในรุ่น Supra เป็นต้น

เครื่องยนต์ 2JZ-GE, 2JZ-GTE

Toyota-JZ-Engine

รายละเอียดของเครื่องยนต์รหัส 2JZ นั้น มีรายละเอียดที่ไม่ต่างกับ 1 JZ มาก นอกจากพละกำลัง และความจุกระบอกสูบ แบ่งออกได้เป็น 2 แบบใหญ่ๆ เช่นกัน ได้แก่ 2JZ-GE และ 2JZ-GTE เป็นเครื่องยนต์ที่มีขนาด 3.0 ลิตร (2,997 ซีซี) แบบ 6 สูบแถวเรียง DOHC 24 วาล์ว ความกว้างกระบอกสูบ 86 X ช่วงชัก 86 มิลลิเมตร มีทั้งเกียร์ธรรมดา และเกียร์อัตโนมัติ

ซึ่งเครื่องยนต์รหัส 2JZ-GE นั้น หมายถึงเครื่องยนต์ตัวธรรมดา (ฝาเงิน)

– ให้แรงม้าสูงสุด 220 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 28.5 กก.-ม. ที่ 4,800 รอบ/นาที (ในรุ่น Mark II/Chaser/Cresta และ Lexus GS300)
– ให้แรงม้าสูงสุด 225 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 29.0 กก.-ม. ที่ 4,800 รอบ/นาที (ในรุ่น Soarer/Supra)
– ให้แรงม้าสูงสุด 230 แรงม้า ที่ 6,000 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 29.0 กก.-ม. ที่ 4,800 รอบ/นาที (ในรุ่น Crown/Aristo)

ส่วนเครื่องยนต์รุ่นปี 1995 ขึ้นไป เพิ่มระบบวาล์วแปรผัน VVT-i

Toyota-JZ-Engine

– ให้แรงม้าสูงสุด 215 แรงม้า ที่ 5,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 30.0 กก.-ม. ที่ 3,800 รอบ/นาที (ในรุ่น Mark II/Chaser/Cresta)
– ให้แรงม้าสูงสุด 220 แรงม้า ที่ 5,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 30.0 กก.-ม. ที่ 3,800 รอบ/นาที (ในรุ่น Mark II/Crown และ Altezza)
– ให้แรงม้าสูงสุด 220 แรงม้า ที่ 5,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 30.0 กก.-ม. ที่ 4,000 รอบ/นาที (ในรุ่น Lexus IS300 และ GS300)
– ให้แรงม้าสูงสุด 230 แรงม้า ที่ 5,800 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 30.0 กก.-ม. ที่ 4,000 รอบ/นาที (ในรุ่น Soarer)

ส่วนรุ่นพลังแรง รหัส 2JZ-GTE เพิ่ม Turbo Intercooler ให้แรงม้าสูงสุด 280 แรงม้า ที่ 5,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 44.0 กก.-ม. ที่ 3,600 รอบ/นาที

Toyota-Supra-Europe-Spec

และพิเศษสำหรับ Toyota Supra Turbo ที่ส่งไปขายยังในยุโรป และในอเมริกา เครื่องยนต์รหัส 2JZ-GTE ให้แรงม้าสูงสุดมากถึง 326 แรงม้า ที่ 5,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 46.0 กก.-ม. ที่ 4,000 รอบ/นาที

Toyota-JZ-Engine

ส่วนรุ่นเพิ่มระบบวาล์วแปรผัน VVT-i ให้แรงม้าสูงสุด 280 แรงม้า ที่ 5,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 46.0 กก.-ม. ที่ 3,600 รอบ/นาที

Toyota-JZ-Engine

และทิ้งท้ายด้วยรหัส 2JZ-FSE เพิ่มระบบ VVT-i และระบบจ่ายเชื้อเพลิงเข้าสู่ห้องเผาไหม้แบบตรง D-4 ให้แรงม้าสูงสุด 220 แรงม้า ที่ 5,600 รอบ/นาที แรงบิดสูงสุด 30.0 กก.-ม. ที่ 3,600 รอบ/นาที (สำหรับรุ่นที่มีระบบ THS-M แรงม้าจะลดลงเหลือ 200 แรงม้า)

สำหรับเครื่องยนต์รหัส 2JZ-GTE มีอยู่ในรุ่น Brevis, Progres, Crown, Crown และ Crown Estate

การเดินทางของเครื่องยนต์ตระกูล JZ ทั้งหมดสิ้นสุดลงในประมาณปี 2007 ในรุ่น Crown Estate ต่อมา Toyota จึงได้ผลักดันเครื่องยนต์ในตระกูล GR ที่พัฒนาขึ้นมาตั้งแต่ปี 2002 แทนที่อย่างเต็มรูปแบบ

Toyota-Chaser

สำหรับปัญหาของเครื่องในตระกูล JZ คือ เรื่องสายไฟ ที่เครื่องหลายตัวมีสายไฟมาไม่ครบ มักจะก่อให้เกิดปัญหาจุกจิกตามมาโดยตลอด กับปัญหาเรื่องหม้อน้ำ และเรื่องระบบความร้อน มักจะมีปัญหากันมาก ส่วนถ้าใครอยากติดแก๊ส LPG กับเครื่องตัวนี้ก็ได้เลย เพราะลำพังให้เต็มน้ำมันเพียวๆ หลายคนน่าจะไม่ไหว

ส่วนการใช้แก๊ส หลายคนอาจกังวลเรื่อง Turbo จะพังเร็ว กับความเรื่องความร้อนของระบบแก๊สนั้น มากกว่าน้ำมันก็จริง แต่ร้อนไม่เกิน 10% ของระบบน้ำมัน สังเกตได้จากเกจ์วัดความร้อน ที่ร้อนผิดปกติมาจากการจูน อาจจะบางในรอบปลาย ทำให้เกิดความร้อนสะสมขึ้น

ส่วนเรื่อง Turbo นั้น รวมถึงโข่งหลัง อุปกรณ์ทุกชิ้น วัสดุที่ใช้ออกแบบมาให้ทนความร้อนอยู่แล้ว ส่วนแกน Turbo ก็มีระบบน้ำมันเครื่องระบายความร้อนอยู่แล้ว ที่ชำรุดเสียหาย น่าจะมาจากอายุการใช้งานมากกว่า

โดยที่ผ่านมา แม้ว่าในบ้านเราจะมีการนำเข้ารถที่มีเครื่องยนต์ในตระกูล JZ เข้ามาขายเพียงไม่กี่รุ่น อาทิเช่น Altezza, Crown, Soarer, Supra และ Lexus GS300 เป็นต้น ซึ่งนอกจากเครื่องตระกูล JZ ที่ปิกอัพชอบลงกัน บรรดารถซิ่ง รถติดแก๊ส LPG ทั้งหลายก็ยังนิยมลงเครื่องยนต์ตัวนี้กันอีกด้วย

ด้วยคุณสมบัติของตัวเครื่องเอง และความทนทานซึ่งเป็นที่ยอมรับ แม้ว่าจะมีอาการจุกจิกบ้างเป็นธรรมดา ของเครื่องยนต์รถที่มีอายุ 20 กว่าปีแล้วก็ตาม

ถ้าคุณเกิดอยากตัดสินใจขายรถด่วนๆ เพื่อไปซื้อรถแต่งซิ่งที่วางเครื่องตระกูล JZ มาลองเล่นดูบ้าง สามารถขายรถคันเดิมกับ Carro ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ Carro Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook Carro Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

แหล่งที่มา:

10-ศัพท์ขายรถมือสอง-ที่คุณต้องรู้-ก่อนจะขายรถ!

ในอดีตหากใครที่ต้องการประกาศขายรถด้วยตัวเอง ช่องทางการขายก็มีค่อนข้างจำกัดกว่าในปัจจุบันมาก เช่น ลงประกาศขายรถในหนังสือพิมพ์ ในนิตยสารรถยนต์ หรือนิตยสารที่เกี่ยวกับรถมือสองเล่มใหญ่ๆ แบบสมัยก่อน

นอกจากการถ่ายรูปรถออกมาให้สวยแล้ว การใช้คำโฆษณาที่กระชับ ดูน่าสนใจ ก็เป็นหนึ่งในจุดสนใจที่ทำให้คนหันมามองรถคันนั้น จนนำไปสู่การไปดูรถของจริง ทดลองขับ ก่อนจะจ่ายเงินและทำสัญญาซื้อขาย

แต่ถ้าคุณอ่านแล้วรู้สึกสงสัยกับ “ศัพท์ขายรถมือสอง” Mr.Carro จะมาอธิบายให้ฟัง ว่าแต่ละคำนั้น หมายความว่าอย่างไร …

Know-10-Thai-Words-About-Used-Car

1. อ.ว.ท.ม.

อ.ว.ท.ม. นั้น ย่อมาจาก “แอร์ วิทยุ เทป แม็ก” (ไม่ใช่ “เอาไว้ทำไม” แบบนี้คนยุคปัจจุบันพูดกันนะ!) เป็นศัพท์ที่คนอายุ 30+ ขึ้นไปถึงจะรู้สึกคุ้นเคยขึ้นมาหน่อย

เพราะการลงขายรถในอดีต เนื้อที่ในนิตยสารมีจำกัด การลงขายละเอียดย่อๆ ให้ผู้อ่านเข้าใจได้ง่าย ถือว่าสำคัญที่สุด ซึ่งในสมัยก่อน รถใครที่มีครบทั้ง 4 ออพชั่นนี้ ถือว่าแจ๋วจริงๆ ในยุคที่รถหลายรุ่นแอร์ซื้อต้องแยกต่างหาก ติดวิทยุ เทป แยก และล้อแม็ก ที่มีมาให้เฉพาะรุ่นท็อปๆ เท่านั้น

2. รถมือเดียว

เต็นท์รถยนต์หลายเต็นท์มักการันตีว่า รถที่ลงขายนี่เป็น “รถมือเดียว” นะ! โดยรถมือเดียว ใช้กันเยอะมาก มักใช้ในความหมายที่พูดถึงว่าเป็นรถที่เจ้าของใช้คนเดียวตั้งแต่ป้ายแดงจนขาย เพราะเชื่อกันว่า ขับคนเดียว สภาพรถต้องดีกว่าขับกันหลายๆ คน

แต่ในความเป็นจริง รถคันที่ลงขาย อาจจะเป็นรถที่เปลี่ยนมาหลายมือ เพียงแต่ถือชุดโอนลอยไว้ ไม่ได้โอนเป็นชื่อเจ้าของรถคนล่าสุด หรือขับมาหลายคนแล้วก็เป็นได้ ทางที่ดี ถ้าคุณเล็งๆ รถคันไหนไว้อยู่ ลองเอาเลขทะเบียน เลขรหัสตัวถัง เช็กกับศูนย์บริการดูสภาพรถก่อนก็ได้ ว่าตรวจซ่อมบำรุงมากี่ครั้ง

Know-10-Thai-Words-About-Used-Car

3. รถคันนี้ “ผู้หญิงขับ”

คุณคงเคยเห็นรถบ้านหรือคัน หรือรถเต็นท์โฆษณามา “รถผู้หญิงใช้” คงจะต้องถนอม สภาพดีแน่ๆ (แต่เรื่องรอยเฉียวชนเล็กๆ น้อยๆ ก็อาจจะมีบ้างเป็นเรื่องปกติ) และดูแลรถได้ดีกว่าผู้ชายใช้แน่ๆ แต่เรื่องนี้ก็ไม่เสมอไป

เพราะผู้หญิงหลายคนนั้น ก็อาจจะใช้รถอย่างเดียวจริงๆ วิ่งกันจนเครื่องยนต์ความร้อนขึ้น วิ่งกันจนน้ำมันเครื่องแห้ง ก็เป็นไปได้ ดังนั้น การดูแลรักษารถที่มีสภาพที่พร้อมใช้ น่าจะเป็นสิ่งที่คนซื้อรถมือสอง โฟกัสในจุดนี้ มากกว่ามาดูว่ารถคันไหนผู้ชายใช้ หรือผู้หญิงใช้

4. วิ่งน้อย, ไมล์น้อย, ไมล์แท้ๆ

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่ารถคันนี้ใช้งานมาน้อย ซึ่งก็อาจจะน้อยมากจริงๆ หากเทียบกับรถมือสองในรุ่นราวคราวเดียวกัน ซึ่งหลายคนใช้ความเป็นรถวิ่งน้อย อัพราคาขายได้มากขึ้นนิดหน่อย

แต่รถวิ่งน้อยหลายคัน ก็อาจจะไม่ได้มีสภาพที่ดีเสมอไป บางคันวิ่งน้อย แต่จอดตากแดดตากฝนจนสภาพสีซีด สีแตก หรือมีรอยเฉี่ยวชนมาเต็มคันก็มี ดังนั้นก่อนจะเลือกรถคันไหน ก็ต้องดูองค์ประกอบโดยรวมด้วยครับ อีกทั้งในยุคที่ไมล์แบบธรรมดา หรือไมล์แบบดิจิทัล สามารถ “กรอ” กันได้หมด ก็ลองเอารถไปตรวจสอบที่ศูนย์บริการดูก่อนนะครับ ว่ารถคันนี้ วิ่งมาแท้จริงกี่กิโลเมตร …

Know-10-Thai-Words-About-Used-Car

5. ประวัติดี มี Book Service เช็กได้

อีกหนึ่งทริคที่เต็นท์ขายรถมักใช้ศัพท์นี้กัน ในการเสนอการขาย เนื่องจากศูนย์บริการจะมีเก็บข้อมูลตั้งแต่ตอนเจ้าของคนแรกออกรถมา ไปจนถึงการเข้ารับบริการ การตรวจเช็คตามระยะกิโลเมตร ของรถคันนั้นๆ เอาไว้ ทำให้คนที่จะซื้อรถ สามารถตรวจสอบข้อมูลรถคันที่ต้องการเบื้องต้นได้

ซึ่งอย่างน้อยก็มั่นใจได้ในระดับหนึ่งว่า รถคันนี้ ได้เข้ารับการบำรุงรักษา ที่ศูนย์บริการของยี่ห้อนั้นๆ อย่างแน่นอน

6. รถหมอใช้

ผมเองก็ได้ยินมาตั้งแต่ในอดีตแล้ว ที่เต็นท์รถชอบโฆษณาว่า “รถหมอใช้” โดยความเชื่อของคนไทยส่วนใหญ่มักเชื่อว่า อาชีพหมอหรือแพทย์นั้น เป็นคนที่มีความรู้สูง เรียนมาสูง รายได้ดี เมื่อมีรถก็กล้าที่จะเปย์เงินในการดูแล จึงทำให้ความคิดของคนจะซื้อรถ ต้องคิดว่า รถคันนี้สภาพดีแน่นอน

แต่อะไรในโลกนี้มันก็ไม่เสมอไป เพราะหมอที่ใช้รถวิ่งแบบสมบุกสมบัน ใช้งานกันจนรถมีปัญหาเยอะ ต้องรีบขายทิ้งก็มี!

Know-10-Thai-Words-About-Used-Car

7. เจ้าของไปต่างประเทศ

ในอดีต ยุคที่คนไทยแห่กันไปทำงานในต่างประเทศ “เจ้าของไปต่างประเทศ” มีใช้ให้เห็นกันบ่อยมากตามนิตยสารรถมือสอง หรือตามเต็นท์รถมือสอง

แต่ในปัจจุบันไม่ค่อยมีคนใช้กันแล้ว เพราะผู้บริโภคหลายคนก็รู้ ว่าบางคนไม่ได้ไปต่างประเทศจริงๆ หรอก เพียงแต่ว่าอยากขายรถมือสอง แบบขายด่วนๆ ขายไวๆ เท่านั้น แต่ไม่แน่ เจ้าของรถอาจจะไปเมืองนอกจริงๆ แต่เอกสารชุดโอนที่ให้ไว้ ดันหมดอายุอีก! ต้องเสียเวลามาตามตัว ตามเอกสารกันยาวเลย …

8. ยุบโปรเจค, ล้มโปรเจค

ศัพท์นี้ จะมีให้เห็นกันเยอะ ในบรรดาผู้ที่เล่นรถคลาสสิค รถ Retro และรถซิ่งทั้งหลาย … รถที่ยุบโปรเจค ล้มโปรเจค ส่วนใหญ่จะเป็นรถที่เจ้าของอยากซื้อมาเก็บเดิมๆ หรือแต่งซิ่ง แต่ด้วยสภาวะทางการเงินที่ย่ำแย่ (พูดง่ายๆ คือ ไม่มีเงินจะใช้จ่ายแล้ว ในยุคนี้) ก็ต้องทำการขายรถออกมา ซึ่งบางคัน อาจจะอยู่ในสภาพปั้นอยู่ในอู่ซ่อมรถด้วยซ้ำไป

แต่การที่คุณจะซื้อรถที่ยุบโปรเจค ล้มโปรเจค ก็อาจจะต้องเตรียมเงินไว้โมดิฟาย หรือซ่อมรถมากขึ้นด้วยเช่นกัน อาจจะต้องเป็นคนที่ถูกชะตากับรถคันนั้นจริงๆ ถึงจะอยู่คู่กันได้ เพราะไม่งั้นก็คงออกมาลงประกาศขายอีก

Know-10-Thai-Words-About-Used-Car

9. ต่อรองหน้ารถ

ในยุคที่ขายรถเป็นเรื่องง่ายกว่าในอดีต อยากจะยกหูคุยกับคนขาย จะแชทคุย ก็ทำได้ง่ายๆ มักจะมาพร้อมกับการต่อรองราคาเสมอ แน่นอน ใครๆ ก็อยากได้ของดี ราคาถูก ซึ่งบางคนยังไม่ทันเห็นตัวรถจริงๆ ก็ต่อราคากันซะแบบกำปั้นทุบดินไปซะก่อน!

คนขายรถหลายคน ไม่ได้แอนตี้นักต่อราคาหรอกครับ เพียงแต่อยากให้ผู้ซื้อ ไปดูรถคันจริงๆ ก่อน แล้วก็ค่อยต่อรองราคา เอาตามความพอใจของทั้งสองฝ่าย หรือจะหาคนที่พูดเก่งๆ คนที่มีความรู้เรื่องรถ ไปช่วยดูช่วยคุยก็ได้อีกทาง

10. น้ำลาย, ไม่พูดมาก เจ็บคอ

ศัพท์นี้ มีให้เห็นเยอะพอสมควร โดยเฉพาะรถบ้านที่ขายในโซเชียลมีเดีย เนื่องมาจากว่าประสบการณ์ของคนขายรถมือสองหลายคน มักเจอกับพวกชอบจองปากเปล่าจนเบื่อ ถึงเวลานัดแล้วเงียบ ไม่มาตามนัดบ้างล่ะ ทำให้เสียโอกาสในการขายรถกับคนอื่นๆ ที่สนใจรถคันนี้ไปด้วย

หลายคนจึงจั่วหัวเป็นข้อความไว้แบบนี้เลย ว่าถ้าคุณไม่พร้อม ก็อย่า Comment เล่น! แต่ก็อาจจะทำให้คนที่สนใจ เมินเฉยไปด้วยเช่นกัน อันนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสียนะเธอ …

ถ้าคุณไม่อยากเจอกับปัญหาบางอย่างแบบนี้ สามารถขายรถกับ Carro ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ Carro Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook Carro Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน

(ขอขอบคุณภาพบางส่วนจาก งาน Fast Auto Show Thailand)

เช็กสภาพรถให้แม่-ก่อนออกเดินทาง

สำหรับช่วงวันแม่และตลอดเดือนของแม่ปีนี้ เพื่อนๆ หลายคนก็มักจะเลือกพาคุณแม่ของเราออกเดินทางไปเที่ยวต่างจังหวัดกันซะเป็นส่วนใหญ่แน่เลย ไม่ว่าจะเป็นการพาไปรับประทานอาหารร้านดัง พาไปเที่ยว ทำบุญเสริมสร้างดวงชะตาตามวัดต่างๆ เพียงแค่นี้ก็คงทำให้คุณแม่ของเราเปรมสุขกันเป็นที่เรียบร้อย

เช็กสภาพรถให้แม่ก่อนออกเดินทาง

แน่นอนว่าถ้าหากเพื่อนๆ ไม่ได้ออกเดินทางไปเที่ยวในช่วงวันแม่ด้วยรถขนส่งสาธารณะแล้ว การใช้รถยนต์ของคุณแม่หรือของเพื่อนๆ นั้น ก็ควรที่จะเริ่มเช็กสภาพรถยนต์ให้พร้อมใช้งานนะ จะได้ไม่ต้องกังวลถ้าหากขับรถยนต์ไปสักพักเกิดมีอะไรผิดพลาดขึ้นมาเราและคุณแม่จะรับมืออย่างไรดี และยิ่งถ้าคุณแม่ของเรามีอายุเยอะแล้ว ต้องใช้รถยนต์ทุกวันไปทำงาน เพื่อนๆ ก็น่าจะลองเช็กสภาพรถให้ท่านดูนะว่ามีอะไรที่ดูไม่ปกติขึ้นมา เราจะได้รับมือและแก้ไขปัญหาได้ทันที เพื่อเป็นการป้องกันเหตุสุดวิสัยให้คุณแม่และเพิ่มความอุ่นใจให้ตัวเรา

ดังนั้นวันนี้ มาสิ ได้รวบรวมวิธีเช็กรถยนต์ของคุณแม่ให้มีสภาพพร้อมใช้งานก่อนออกเดินทางมาฝากกันจ้า รับรองว่าทั้งเราและคุณแม่จะได้เที่ยวอย่างสนุกและมีความสุขในช่วงวันแม่และตลอดเดือนของแม่ปีนี้แน่นอนจ้า

1.ยาง

001_car-tire

ลองตรวจสอบดูความดันของยาง ดอกยาง รวมไปถึงรอยฉีกขาด ถ้าเกิดอาการผิดปกติให้เริ่มแก้ไขทันที เพื่อความปลอดภัยของตัวเพื่อนๆ และคุณแม่

2.ดวงไฟ

ให้เช็กสภาพของไฟดูว่าสภาพพร้อมมากแค่ไหน ไฟส่องสว่างมากพอรึเปล่า ตรวจดูทั้งไฟหน้า ไฟท้าย รวมไปถึงไฟเบรกต่างๆ

3.แบตเตอรี่

003_car-battery

ควรหมั่นดูและเติมน้ำกลั่นให้อยู่ในระดับที่กำหนดไว้ ดูลักษณะแบตเตอรี่ว่ามีร่องรอยเสียหายหรือเปล่า รวมไปถึงการเช็กดูขั้วต่อและสายไฟว่าอยู่ในสภาพที่ดีหรือไม่

เท่านี้เพื่อนๆ ก็สามารถเช็กสภาพรถยนต์เบื้องต้นได้แล้ว ถ้าหากเกิดมีข้อบกพร่องตรงไหนก็อย่าลืมรีบเข้าไปแก้ไขก่อนออกเดินทางได้อย่างทันที สำหรับการทำประกันรถยนต์ก็สามารถช่วยให้ชีวิตของเพื่อนๆ และคุณแม่อุ่นใจได้มากขึ้น หากเกิดอุบัติเหตุขึ้นมาประกันรถยนต์ก็จะคอยคุ้มครองให้ คลิกที่นี่ เพือเช็กเบี้ยประกันรถยนต์ได้เลย ถ้าข้อมูลอยากสอบถามโทรเข้ามาที่ 02 710 3100 หรือไลน์ @masii

ขอบคุณบทความดีๆ จาก www.masii.com

Gadget-ติดรถยนต์สำหรับคุณแม่สมัยนี้!

ยุคสมัยนี้แล้ว คุณแม่หลายคนน่าจะเป็น Working Woman กันส่วนใหญ่ เพราะแน่นอนว่า เรายังต้องมีภาระ หน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบในทุกๆ วันอยู่แล้ว ดังนั้น Gadget ที่จะเหมาะกับคุณแม่สมัยนี้แบบนี้ จะมีอะไรบ้างลองเข้ามาหาดูกันเลยดีกว่าจ้า

Gadget ติดรถสำหรับคุณแม่สมัยนี้

1.กล้องติดรถยนต์

 

Windshield has installed a car camera on a rainy day.

ไอเทมแรกนั้นเป็นสิ่งที่อยากจะแนะนำให้เพื่อนๆ หรือคุณแม่ทั้งหลายเลือกติดรถยนต์เอาไว้เลย เพราะนอกจากไอเทมกล้องติดรถยนต์จะช่วยดูแลในเรื่องของความปลอดภัยต่อตัวรถยนต์และตัวเราแล้ว ยังสามารถช่วยได้ดีในเรื่องของการหาตัวคนร้ายในกรณีที่รถยนต์ของเขามาชนเราแล้วหนี หรือเกิดอุบัติเหตุ ทำให้สามารถเอาผิดตัวการที่ทำให้เราเกิดอุบัติเหตุได้ และราคาของกล้องติดรถยนต์ในปัจจุบันนั้นก็เริ่มต้นไม่แพงด้วย หลักร้อยก็มีแล้ว เรียกได้ว่าเรายอมลงทุนการซื้อกล้องรถยนต์เพื่อความสบายใจของเราในอนาคตกันดีกว่า ยิ่งถ้าคุณแม่คนไหนที่ต้องใช้รถยนต์ทุกวันก็อย่าลืมเลือกซื้อกล้องมาติดรถยนต์กันนะคะ

2.GPS

 

Business man is driving a car in raining day with moving wiper blades

สำหรับตัวติดตั้ง GPS หลายคนอาจจะมองข้ามว่าเราไม่จำเป็นต้องติดตั้งไว้ภายในรถยนต์ของเราก็ได้เหมือนกัน เพราะว่าปัจจุบันนั้นเราสามารถดู GPS ได้ทันทีบนแอปพลิเคชั่นโทรศัพท์มือถือของเราได้เลย แต่ลองนึกดูสิในกรณีโทรศัพท์มือถือของเราแบตหมดขึ้นแบบนี้เราอาจจะไปไม่ถึงจุดหมายที่เราต้องการจะไปได้เลยนะ ดังนั้นการมี GPS ติดไว้ภายในรถยนต์ถือว่าเป็นอีกไอเทมจะช่วยให้ชีวิตของเราสะดวกสบายขึ้นแน่นอนจ้า

3.ที่ชาร์จแบต

 

Charger plug phone on car

อย่างที่เรากล่าวไปแล้วว่า หากอยู่ๆ โทรศัพท์มือถือของเราแบตโทรศัพท์ของเราหมดขึ้นมากลางทาง เราจะทำอย่างไรกันดีล่ะ ยิ่งถ้าหากต้องขับรถยนต์คนเดียวและไม่มีผู้โดยสารไปด้วยที่พอจะช่วยเราได้ แบบนี้ไม่ใช่เรื่องที่ดีเอาแน่ๆ เพราะอาจจะไม่สามารถเปิดโทรศัพท์มือถือขึ้นมาสื่อสารกับใครได้เลย เพื่อเป็นการแก้ปัญหาอีกหนึ่งไอเทมที่คุณแม่ทั้งหลายควรที่ชาร์จอุปกรณ์ที่ชาร์จแบต รวมไปถึง Powerbank ด้วยนะ หากเกิดอะไรฉุกเฉินขึ้นมา อย่างน้อยเราก็ยังสามารถนำโทรศัพท์ของเราชาร์จบนรถได้จ้า

เพียงเท่านี้ไอเทมที่ทางเรานำมาฝากกันก็คงจะช่วยเพิ่มความสะดวกสบายให้แก่คุณแม่กันแล้ว หากใครกำลังมองหาประกันรถยนต์ที่จะช่วยให้เราอุ่นใจได้มากขึ้นหากเกิดอะไรขึ้นมาก็ คลิกที่นี่ เพื่อเช็กเบี้ยประกันได้เลย มีข้อมูลสงสัยโทร 02 710 3100 หรือแอดไลน์ @masii เข้ามาได้เลยค่ะ

ขอขอบคุณบทความดีๆ จาก www.masii.com

Executive-Chauffeur-Driver-Jobs

ในยุคที่ งานหายาก แถมเงินก็หายาก ในเมื่อคนเราก็ยังต้องกินต้องใช้กันอยู่ทุกวัน สำหรับใครที่ชอบขับรถ หรือมีประสบการณ์ในการขับรถมายาวนานหลายปี ก็อาจจะเลือกงานที่เกี่ยวกับการขับรถ เช่น ขับรถแท็กซี่ ขับรถโรงแรม ขับรถส่วนกลางของบริษัท หรือในหน่วยงานราชการ และรัฐวิสาหกิจ ก็มีให้เลือกหลากหลายตามความชอบ

แต่ก็มีคนขับรถอยู่แบบหนึ่ง ที่คุณจะมีโอกาสได้ขับรถแพงๆ ซึ่งรถบางคัน ราคาอาจสูงถึงหลักสิบล้านบาทเลยก็มี อีกทั้งยังได้โอกาสอยู่กับบรรดาผู้บริหารบริษัทใหญ่ๆ ระดับมหาชน หรือระดับองค์กรของประเทศ อีกทั้งอาจมีโอกาสได้ฝึกภาษาต่างประเทศ ไปด้วยในตัว … นั่นคือ “คนขับรถผู้บริหาร” ครับ

ปัจจุบัน คนขับรถผู้บริหาร มีบรรดาบริษัทจัดหางานต่างๆ มักจะมาลงประกาศหาคนขับรถผู้บริหารกัน ในเว็บหางานเรื่อยๆ หรือตามกลุ่ม Facebook ก็มีเยอะแยะ อาทิ กลุ่ม สมาคมคนขับรถผู้บริหาร ( Official ) เป็นต้น

Executive-Chauffeur-Driver-Jobs

คุณสมบัติของอาชีพนี้ (โดยประมาณ ซึ่งแต่ละบริษัท มีความต้องการไม่เหมือนกัน)

– เพศชาย หรือเพศหญิง

– อายุ (เรื่องอายุ หลายบริษัทมักเลือกอายุ 25 ปี ขึ้นไป จนถึง 50 ปี แต่จะมีน้อยกว่านั้น หรือมากกว่านั้นก็ได้)

– มีประสบการณ์ขับรถ (แน่นอน เพราะอาชีพนี้ต้องใช้ความรับผิดชอบ ทักษะ และประสบการณ์สูง อย่างน้อยต้องมีประสบการณ์ในการขับรถหลายปีขึ้นไป)

– ชำนาญเส้นทางใน กรุงเทพฯ และปริมณฑล หรือในจังหวัดนั้นๆ ที่คุณทำงานอยู่ สามารถใช้ Google Map หรือ GPS ได้ดี

– ไม่กินเหล้า ไม่สูบบุหรี่ ไม่เล่นการพนัน (อันนี้สำคัญเลย ถ้ามีกลิ่นบุหรี่ติดตัว หรือกลิ่นเหล้า นายหลายคนไม่ชอบแน่ๆ)

– สุภาพเรียบร้อย มีกริยามารยาทดี ไม่มีประวัติอาชญากรรม (หลายบริษัท มีเช็คประวัติอาชญากรรมด้วยนะครับ)

– หากใครที่ต้องการขับรถให้นายต่างชาติ เช่น จีน ญี่ปุ่น ฝรั่ง ควรจะได้ภาษาอังกฤษ หรือภาษาของนายบ้างนิดๆ หน่อย ก็จะดี เพราะจะได้พอสื่อสารกันได้ ยิ่งถ้าใครมีประสบการณ์เคยขับรถให้นายต่างชาติมาก่อน โอกาสที่จะได้งานก็จะมากขึ้น

Executive-Chauffeur-Driver-Jobs

ลักษณะงาน

โดยมากแล้ว บริษัทจัดหางาน หรือคนที่ลงประกาศรับคนขับรถผู้บริหาร มักจะกำหนดรายละเอียดคร่าวๆ มาแล้วว่า คุณสมบัตินาย เป็นคนไทย หรือคนชาติอะไร ที่ตั้งบ้านของนายอยู่ที่ไหน คุณต้องไปรับนายที่ไหนบ้าง ไปส่งนายที่ไหนบ้าง เช่น บริษัท โรงงาน หรือพานายไปเที่ยว ไปตีกอล์ฟ (ในกรณีวันเสาร์-อาทิตย์)

หรือบางที อาจจะต้องขับรถพาเมียของนายไปช้อปปิ้งที่ห้าง หรือไปส่ง-รับ ลูกๆ ของนาย ที่โรงเรียนด้วยซ้ำไป!

ส่วนมากแล้วอาชีพนี้ จะทำงานกัน 6 วัน (จันทร์-เสาร์) เผลอๆ มีวันอาทิตย์ด้วยต่างหาก คุณอาจจะต้องรับได้กับความไม่มีเวลา หรือความไม่เป็นส่วนตัวได้

Executive-Chauffeur-Driver-Jobs

เงินเดือน

พูดถึงเงินเดือน ถ้าคุณทำงานขับรถส่วนกลาง หรือของราชการ และรัฐวิสาหกิจ เงินเดือนอาจไม่เยอะ บางที่เริ่มต้นแค่ 9,000 กว่าบาทก็ยังมี!

แต่ถ้าเป็นคนขับรถผู้บริหาร ก็จะมี “ฐานเงินเดือน” ที่เยอะขึ้นมาหน่อย โดยประมาณแล้วอยู่ที่ 10,000 – 15,000 บาท ไม่นับรวม OT โอที เบี้ยขยัน ค่าอาหาร ค่าแท็กซี่ หลายที่มักบอกถึงรายได้โดยรวมต่อเดือน ตั้งแต่ 20,000 – 30,000 บาท

ยิ่งถ้าใครมีโอกาสได้เป็นคนขับรถผู้บริหาร ที่มีประสบการณ์หลายสิบปี ในบริษัทใหญ่มากๆ หรือบริษัทต่างชาติ รายได้ + เงิน OT ต่อเดือนรับไม่ต่ำกว่า 40,000 – 50,000 บาท เลยทีเดียว!

Executive-Chauffeur-Driver-Jobs

ข้อดี

– ได้ขับรถราคาแพงๆ ที่ในชีวิตนี้ คุณอาจจะซื้อไม่ไหว แต่มีโอกาสได้ขับทุกวัน เสมือนเราเป็นเจ้าของรถคนที่สอง

– ได้รู้ถึงเคล็ดลับสู่ความสำเร็จ สามารถเรียนรู้ความสำเร็จของบรรดาเจ้าสัว เจ้าของธุรกิจ ผู้บริหารใหญ่ๆ มาปรับใช้กับชีวิตของเราได้ จากการฟังสิ่งที่เขาคุยกันนี่ล่ะครับ

– รายได้ที่สมเหตุสมผล บวกกับ OT ที่ได้ค่อนข้างมาก เมื่อเทียบกับอาชีพอื่นๆ

– โชคดีเจอนายใจดี รับเงินยิบย่อยทุกเทศกาล ตั้งแต่ปีใหม่ ตรุษจีน สงกรานต์ คลอดลูก แต่งงาน ฯลฯ

– ได้ทักษะ ในการดูแลรักษารถยนต์เบื้องต้นเป็น รู้จักการใช้รถรุ่นนั้นๆ อย่างเชี่ยวชาญ

Executive-Chauffeur-Driver-Jobs

ข้อเสีย

ต้องบอกไว้ก่อน ว่าปัญหาเหล่านี้ มีทั้งที่เกิดจากตัวของนาย และตัวของคนขับเองครับ

– ต้องเป็นคนรักษาความลับเก่ง ยิ่งเวลานายคุยเรื่องส่วนตัว เรื่องธุรกิจ หรือไปเที่ยวในที่อโคจร คุณคือผู้กุมความลับขององค์กร ไม่ควรจะไปเล่าหรือบอกต่อใครเขา เพราะคุณอาจโดนเล่นงานในภายหลังได้

– ความอดทนต้องมีสูงมาก เช่น ระหว่างรถติด แล้วต้องทำเวลาไปส่งนายให้ทัน หรือต้องทนฟังนายบ่นด่า หรือรีบสั่งให้ขับรถไวๆ เพราะตัวเองสายเอง เป็นต้น

หรือระหว่างรอนายประชุม บางอาคารสถานที่ อาจจะมีเตรียมห้องพักคนขับรถไว้ นั่งพักนอนพัก หรือหาอะไรทำแก้เซ็ง เช่น เล่นหุ้น หากที่ไหนไม่มี คุณก็ต้องนั่งพักผ่อนในรถ หรือใช้เวลาทำความสะอาดรถ ดูแลรักษารถไปพลางๆ ระหว่างรอ

– เวลาส่วนตัวไม่ค่อยมี เพราะทำงานอาทิตย์หนึ่งแทบทุกวัน แทบทั้งวัน และเลิกงานไม่เป็นเวลา บางทีเริ่มงานตีหกโมงเช้า เลิกงานสองทุ่มก็มี ค่อนข้าง Flexible พอสมควร

– จะหยุดล่วงหน้า ต้องแจ้งกันนานหน่อย

– คนมีครอบครัวแล้ว ทางบ้านควรเข้าใจ เรื่องเวลาส่วนตัวมีน้อย

ใครที่มั่นใจว่า ทำได้ ทำไหว ทำทันที รับได้ ทั้งข้อดีและข้อเสีย ก็ลองหางานคนขับรถผู้บริหารดูได้ ตามอัธยาศัยครับผม …

และสำหรับใครที่อยากขายรถกับทาง Carro ก็สามารถขายด่วนๆ ได้ ง่ายๆ ได้เงินไว! กับ Carro Express เพียงแค่คลิก https://th.carro.co/sell-car/express หรือสามารถ Inbox มาขอรายละเอียดได้ที่ Facebook Carro Thailand

หรือจะ Add Line สอบถามรายละเอียดได้ที่ @Carrothailand หรือคลิกที่นี่ครับ —> เพิ่มเพื่อน