Carro
ลงขายรถมือสองด่วนภายใน 24 ชม.
carro
ค้นหารถ
รายละเอียดรถ
ช่วงราคา (บาท)
รูปแบบการซื้อ

รถ Benz E-Class (เบนซ์ อี-คลาส) มือสอง

2016 ผลการค้นหาจำนวน 8 คัน
2015 ผลการค้นหาจำนวน 19 คัน
รถ Benz E-Class (เบนซ์ อี-คลาส) มือสอง
รถ Benz E-Class (เบนซ์ อี-คลาส) มือสอง

Benz E-Class มือสอง (เบนซ์ อี-คลาส มือสอง)

Mercedes-Benz E-Class (เมอร์เซเดส-เบนซ์ อี-คลาส) ถือเป็นรถยนต์ระดับหรูขนาดกลางของค่ายดาว 3 แฉก ที่ทำตลาดมานานมากๆ นับจากรหัส W120 ในปี 1953-1962, W110 ในปี 1961-1968, W114-W115 ในปี 1968-1976 และ W123 ในปี 1976-1986

แต่การนำอักษร E มาใช้ประกอบกับชื่อรุ่นเพิ่งจะเริ่มขึ้นในปี 1984 กับรหัสตัวถัง W124 ซึ่งมาแทนที่ W123 รถยอดฮิตตลอดกาลของเบนซ์ อี-คลาส หนึ่งรุ่นในบ้านเรา (ซึ่งในบางรุ่นย่อยของ W123 จะมีตัว E, CE, TE หรือ D กำกับตามลักษณะตัวรถและประเภทเครื่องยนต์)

ในปี 1993 หลังจากที่ อี-คลาส รหัส W124 ปรับโฉมใหม่ ทาง เมอร์เซเดส-เบนซ์ จึงจัดเรียงชื่อรุ่นตามแบบปัจจุบัน คือ นำหน้าด้วยตัว E แล้วตามด้วยเลข 3 หลัก

แต่สำหรับรุ่นที่ถือเป็นการเริ่มต้นของ อี-คลาส ที่มี E นำหน้าอย่างเป็นทางการ คือรุ่น "เบนซ์ ตากลม" (New-Eye) รหัส W210 และตามด้วยเจนเนอเรชั่นต่อมา "เบนซ์ ตาถั่ว" ในรหัส W211 ซึ่งเปิดตัวปี 2003

Mercedes-Benz E-Class ปี 1984 - 1995

Mercedes-Benz E-Class

Mercedes-Benz E-Class รหัส W124 มือสอง โฉมนี้จัดเป็นโฉมแรกที่ใช้ชื่อ E-Class อย่างเป็นทางการ ด้วยเพราะในโฉมนี้ ไม่ใช้เครื่องยนต์แบบคาร์บูเรเตอร์แล้ว คงเหลือไว้แต่แบบหัวฉีด ซึ่งภาษาเยอรมันคำว่าหัวฉีด ขึ้นต้นด้วยตัวอักษร E (ย่อมาจาก Einspritzung-Class ซึ่งเป็นภาษาเยอรมนี) Mercedes-Benz จึงนำมาใช้ในรุ่นนี้ โดยให้นิยามใหม่ว่า Elegance ซึ่งแปลว่า ความสง่างาม โก้เก๋ สละสลวย งดงาม สะโอดสะอง

ในไทย W124 เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฉายา "โลงจำปา" ซึ่งมาจากลักษณะของกระโปรงหลังของตัวรถ เมื่อดูโดยรวมแล้ว ท้ายรถ W124 จะคล้ายโลงศพชาวจีน ซึ่งทำด้วยไม้จำปา เมื่อถูกตั้งชื่อในประเทศไทยว่าโฉมโลงจำปา มีคนเชื้อสายจีนจำนวนหนึ่งได้ซื้อรถรุ่นนี้ ด้วยเหตุผลทางความเชื่อส่วนบุคคล ในเรื่องการแก้เคล็ด (ได้ซื้อและอยู่ใน "โลงศพ" ปลอมไปแล้ว ดังนั้นระยะเวลาที่จะอยู่ใน "โลงศพ" จริง จะถูกเลื่อนออกไป เป็นการต่ออายุทางหนึ่ง)

รุ่นเริ่มแรกที่ขายในไทย ก็จะเป็นตัว 230 E และ 300 E ("E" ยังอยู่ด้านหลัง) และมีรุ่นแวกอนอย่าง 230 TE และรุ่นคูเป้ อย่าง 300 CE ให้เลือกด้วย

Mercedes-Benz E-Class

ในรุ่นไมเนอร์เชนจ์ "E" อยู่ด้านหน้าแล้ว ก็จะมีรุ่น E 220 เครื่องยนต์ขนาด 2.2 ลิตร 150 แรงม้า และ E 280 เครื่องยนต์ขนาด 2.8 ลิตร 193 แรงม้า  

Mercedes-Benz E-Class ปี 1995- 2002

Mercedes-Benz E-Class

Mercedes-Benz E-Class รหัส W210 มือสอง โฉมนี้ ปรับปรุงใหม่ทั้งคัน โดดเด่นด้วยไฟหน้าแบบกลม 4 ตา จึงเป็นที่มาของชื่อฉายา "ตากลม" นั่นเอง ปราดเปรียวด้วยค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน Cd = 0.27 และได้มีการเริ่มใช้ระบบ Airbag ข้างประตูเป็นรุ่นแรกของ E-Class ด้วย มีแบบให้เลือกหลากหลาย อาทิเช่น Classic, Elegance และ Avantgarde ส่วนรุ่นย่อยก็จะมีตั้งแต่ E 200, E 230, E 280, E 320 และรุ่นเครื่องดีเซลอย่าง E 220 D เป็นต้น

Mercedes-Benz E-Class

ประมาณปี 2541 ได้มีการ Minorchange โดยใช้เครื่องแบบ 6 สูบเรียง เป็นแบบ V6 และยังมีเครื่องดีเซล Commonrail Direct Injection หรือเรียกกันว่า CDI เป็นเทคโนโลยีเครื่องดีเซลรุ่นแรกของค่าย Mercedes-Benz

ในโฉมนี้มีรุ่นย่อย ให้เลือก ตั้งแต่ E 200 Kompressor, E 220 CDI, E 240 และ E 240 2.6

รุ่นเครื่องยนต์เบนซิน เริ่มต้นด้วยขนาด 2.0 ลิตร 163 แรงม้า, ขนาด 2.4 ลิตร 170 แรงม้า และขนาด 2.6 ลิตร 170 แรงม้า ส่วนเครื่องยนต์ดีเซล มีขนาด 2.2 ลิตร 143 แรงม้า ทุกรุ่นส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์แบบ One-Touch

Mercedes-Benz E-Class ปี 2002 - 2009

Mercedes-Benz E-Class

Mercedes-Benz E-Class รหัส W211 มือสอง โฉมนี้เปิดตัวในปี 2545 ใช้เวลาในการวิจัยและพัฒนาถึง 4 ปี รวมทั้งงบประมาณกว่า 2 พันล้านยูโร (หรือประมาณ 80,000 ล้านบาท ในตอนนั้น)

มีให้เลือกในแบบ Classic เน้นความเรียบหรู แบบ Elegance เพิ่มความสง่ารอบคัน แผงคอนโซล พวงมาลัย หัวเกียร์ และแผงประตูตกแต่งด้วยลายไม้วอลนัท และแบบ Avantgarde เน้นความโฉบเฉี่ยวล้ำยุค แผงควบคุมตกแต่งด้วยโลหะสีอ่อน กระจกกรองแสงสีฟ้าอ่อน ตกแต่งภายในด้วยไม้เมเบิ้ลลาย Bird's Eyes Maple

รูปลักษณ์ภายนอกปราดเปรียว ให้ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน Cd เพียง 0.26 โครงสร้างตัวถังผลิตจากเหล็กกล้า มีน้ำหนักเบา ทนทานต่อการบิดตัวเพิ่มขึ้น 18% และนำอะลูมิเนียมมาผลิตชิ้นส่วนตัวถังหลายจุด เช่น ฝากระโปรงหน้า บังโคลนหน้า และฝากระโปรงหลัง

Mercedes-Benz E-Class

อุปกรณ์มาตรฐาน ประกอบด้วยเบาะนั่ง พวงมาลัยและหัวเกียร์หุ้มหนังแท้ เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้า พร้อมหน่วยความจำสำหรับตำแหน่งที่นั่ง พวงมาลัย และกระจกมองข้าง ระบบแอร์อัตโนมัติ ม่านบังแดดด้านหลัง เลื่อนขึ้น-ลง ด้วยระบบไฟฟ้า เป็นต้น

อีกจุดเด่นของ E-Class โฉมนี้ นั่นคือ ระบบเซ็นโซทรอนิกเบรก SBC (Sensotronic Brake Control) ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของเทคโนโลยีความปลอดภัย และเป็นนวัตกรรมล่าสุด ที่นำมาติดตั้งใน E-Class ใหม่ ทุกรุ่น

มีเครื่องยนต์ให้เลือก 2 แบบ เริ่มต้นด้วย E 220 CDI เครื่องยนต์ดีเซล Commonrail Direct Injection Turbo Intercooler ขนาด 2.2 ลิตร 150 แรงม้า และในรุ่น E 200 Kompressor เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.8 ลิตร 163 แรงม้า กับ E 240 2.6 แรงสะใจ ด้วยเครื่องยนต์เบนซินแบบ V6 ขนาด 2.6 ลิตร 177 แรงม้า อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. เพียง 9.1 วินาที และทำความเร็วได้สูงสุด 233 กม./ชม.

ภายหลังมีรุ่นย่อย E 270 CDI Avantgarde เพิ่มเติมมาอีกด้วย

Mercedes-Benz E-Class Estate

ในปี 2546 เปิดตัว Mercedes-Benz E 200 Kompressor Estate เป็นรถแบบแวกอน ในอนุกรมตากลมของเบนซ์ ชุดไฟกลมคู่หน้ายังเป็นจุดเด่น แต่มีประโยชน์ใช้สอยแบบรถแวกอน

ภายในมาพร้อมหน้าปัดสีดำกับขอบโครเมียม พวงมาลัยแบบ Multifunction เบาะหนังแท้และลายไม้วอลนัท เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้า
พร้อมหน่วยความจำควบคุมตำแหน่งที่นั่ง พวงมาลัย และกระจกมองข้างซ้าย-ขวา เบาะหลังยังพับแยกส่วน 60:40 ได้

มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร Supercharged 163 แรงม้า ส่งกำกลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์แบบ One-Touch ทำความเร็วได้สูงสุด 220 กม./ชม.

ในช่วงต้นปี 2549 เปิดตัว E 200 Kompressor รุ่น NGT: (Natural Gas Technology) ที่ใช้พลังงานได้ทั้งน้ำมันเบนซิน และแก๊ส NGV ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.8 ลิตร Superrcharged 163 แรงม้า เป็นขุมพลัง และเพิ่มชุดอุปกรณ์จ่ายแก๊ส พร้อมถังแก๊สอีก 4 ถัง มีปริมาตรความจุรวม
107 ลิตร หรือคิดเป็นน้ำหนักแก๊ส 18 กก. ซึ่งวิ่งได้ประมาณ 300 กม.

9 กุมภาพันธ์ 2550 Mercedes-Benz เปิดตัว E-Class โฉมไมเนอร์เชนจ์ ใหม่

Mercedes-Benz E-Class

ในเดือนมกราคม 2552 Mercedes-Benz E-Class เตรียมส่งท้าย ด้วย 3 รุ่น คือ E 230 2.5 Avantgarde Sports Premium Edition, E 220 CDI Classic และ E200 Kompressor Avantgarde Premium Edition

ริ่มต้นกับ E 230 2.5 Avantgarde Sports Premium Edition เครื่องยนต์ V6 ขนาด 2.5 ลิตร 204 แรงม้า เพิ่มความสปอร์ตด้วยล้ออัลลอยด์ 18 นิ้ว ดิสก์เบรกล้อหน้าแบบมีครีบระบายความร้อน พร้อมสัญลักษณ์ เมอร์เซเดส-เบนซ์บนคาลิปเปอร์เบรก รวมถึงปลายท่อไอเสียคู่

ภายในตกแต่งแบบพรีเมียม ทั้งกาบบันไดพร้อมสัญลักษณ์ Mercedes-Benz เรืองแสงและคิ้วโครเมียมบริเวณขอบหน้าต่างทั้งสี่บาน พร้อมระบบวิทยุรุ่น COMAND APS และระบบสั่งงานด้วยเสียง

อีกรุ่นคือ E 220 CDI Classic แบบดีเซล 4 สูบ 170 แรงม้า มี Option อาทิ เบาะหนังแท้แบบไฟฟ้าพร้อมหน่วยความจำ พวงมาลัยปรับน้ำหนักแปรผันตามความเร็วรถ เซ็นเซอร์ช่วยจอดรถ วิทยุติดรถ NTG 2.5 และล้ออัลลอยด์ลายใหม่ 5 ก้านคู่

ขณะที่ E200 Kompressor Avantgarde Premium Edition เสริมขอบหน้าต่างด้วยคิ้วโครเมียม กาบบันไดเรืองแสงทั้งด้านหน้า-หลัง ล้ออัลลอยน้ำหนักเบาดีไซน์พิเศษ ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.8 ลิตร Kompressor 184 แรงม้า

Mercedes-Benz E-Class ปี 2009 - 2016

Mercedes-Benz E-Class

Mercedes-Benz E-Class รหัส W212 มือสอง รูปลักษณ์ได้รับการออกแบบและอิงพื้นฐานมาจากรถต้นแบบที่ชื่อ Concept Fascination ที่เปิดตัวใน Paris Motorshow 2008 และยังคงรูปลักษณ์ของไฟหน้าแบบดวงคู่ฝั่งละ 2 ดวง เพียงแต่เปลี่ยนจากทรงกลม หรือรี มาเป็นแบบสี่เหลี่ยมไม่เท่ากัน ที่เรียกว่า Rhomboid Headlamps แทน

ในโฉมนี้ มีให้เลือกรูปแบบตัวถังแบบครบๆ เริ่มตั้งแต่ 4 ประตู Sedan, Estate, Coupe และ Cabriolet

24 สิงหาคม 2552 เปิดตัว E 500 เครื่องยนต์ขนาด 5.5 ลิตร 388 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติ 7 สปีด อัตราเร่ง 0 – 100 กม./ชม. ที่ 5.2 วินาที ให้ความเร็วสูงสุด 250 กม./ชม.

เดือนมกราคม 2553 เปิดตัว E-Class รุ่นประกอบในประเทศ เป็นรุ่น E300 Avantgarde มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 3.0 ลิตร แบบ V6 219 แรงม้า ส่งกำลังด้วยเกียร์อัตโนมัติแบบ 7 สปีด 7G-Tronic พร้อมกับ Direct Select สามารถเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ได้ที่พวงมาลัย

ในปี 2555 เพิ่มระบบเกียร์ใหม่ ที่เหมาะทุกการขับขี่ ระบบส่งกำลังเป็นเยี่ยม 7G-Tronic Plus

Mercedes-Benz E-Class

เดือนมีนาคม 2556 Mercedes-Benz เปิดตัว E-Class โฉมไมเนอร์เชนจ์ถึง 3 รุ่น ได้แก่ E 200 Executive, E 300 BlueTEC HYBRID Executive และ E 300 BlueTEC HYBRID AMG Dynamic ด้วยรูปลักษณ์ดีไซน์ใหม่เร้าใจมากขึ้น และเต็มไปด้วยสมรรถนะที่เหนือกว่า โดยมาพร้อมกับเครื่องยนต์ใหม่ทั้งเบนซินและดีเซลไฮบริด ซึ่งเป็นครั้งแรกของรถยนต์พรีเมี่ยมในไทย

ปรับโฉมใหม่ทั้งรูปลักษณ์ภายนอกและภายใน เน้นความเป็นสปอร์ตมากขึ้น ใช้วัสดุชั้นดีมีคุณภาพสูง ดูหรูหราขึ้น ส่วนเบาะหุ้มหนัง พร้อมด้วยพนักพิงศีรษะคู่หน้าแบบ NECK-PRO head restraints รวมถึงแผงคอนโซลหน้าพร้อมลายไม้แบบ High-Gloss Brown Eucalyptus, High-Gloss Brown Burr Walnut หรือ High-Gloss Black Ash Wood นาฬิกาได้รับการดีไซน์เป็นแบบอนาล็อกอยู่ระหว่างช่องระบายความเย็นเครื่องปรับอากาศ ระบบควบคุมอุณหภูมิอัตโนมัติแบบ THERMATIC เป็นต้น

อีกจุดเด่นนั่นคือ เครื่องยนต์แบบดีเซลไฮบริด ขนาด 2.2 ลิตร 204 แรงม้า BlueTEC HYBRID ผสมผสานการทำงานระหว่างเครื่องยนต์ดีเซลกับมอเตอร์ไฟฟ้า ขนาด 27 แรงม้า กินน้ำมันเพียง 23.81 - 24.39 กม./ลิตร!

Mercedes-Benz E-Class Cabriolet

28 มิถุนายน 2556 Mercedes-Benz เปิดตัว The new E-Class Coupe สปอร์ตคูเป้ และ The new E-Class Cabriolet สปอร์ตเปิดประทุน 4 ที่นั่ง โฉมไมเนอร์เนนจ์ ภายใต้ Concept ความสุขแบบไร้ขีดจำกัด หรือ Uncontrained Pleasure มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 4 สูบ BlueDIRECT ทำตลาดในไทยด้วย 3 รุ่นย่อย คือ E 200 Coupe Sport, E 200 Coupe AMG Dynamic และ E 200 Cabriolet AMG Dynamic

ชูจุดเด่นเครื่องยนต์เบนซินใหม่ ขนาด 1.8 ลิตร BlueDIRECT แถวเรียง 4 สูบ 204 แรงม้า หัวฉีด Piezo ฉีดเชื้อเพลิงเข้าห้องเผาไหม้โดยตรง เป็นเทคโนโลยีเดียวกันที่ใช้ในรุ่น V6 และ V8 โดยนำมาใช้กับเครื่องยนต์ 4 สูบเป็นครั้งแรก มีจังหวะการฉีดเชื้อเพลิงและจุดระเบิดหลายครั้งติดต่อกัน ทำให้การเผาไหม้สมบูรณ์ขึ้น พร้อมระบบอัดอากาศแบบเทอร์โบชาร์จ ส่งผลให้เครื่องยนต์ใหม่มีสมรรถนะเพิ่มขึ้น โดยมีอัตราสิ้นเปลืองเฉลี่ยอยู่ที่ 18 กม./ลิตร สำหรับ E-Class Coupe และ 16 กม./ลิตร สำหรับ E-Class Cabriolet

ส่วนในรุ่นอื่นๆ อาทิ E 200 CGI BlueEFFICIENCY Elegance ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.8 ลิตร 184 แรงม้า, E 250 CGI BlueEFFICIENCY Avantgarde ขนาด 1.8 ลิตร 204 แรงม้า (มีรุ่น Estate ให้เลือกด้วย) และ E 300 Avantgarde ขนาด 3.0 ลิตร 219 แรงม้า

Mercedes-Benz E-Class ปี 2016 - ปัจจุบัน

Mercedes-Benz E-Class

Mercedes-Benz E-Class รหัส W213 เจเนอเรชั่นที่ 10 ของตระกูล E-Class เปิดตัวในเดือนมีนาคม 2559 ที่สุดแห่งยนตกรรมซีดานอัจฉริยะในกลุ่ม Contemporary Luxury ประหยัดน้ำมันได้อย่างดีเยี่ยม ตลอดจนเทคโนโลยีต่างๆ ที่ช่วยให้การขับขี่และโดยสารมีความสะดวกสบายและปลอดภัยมากยิ่งขึ้น อาทิ ระบบไฟหน้า MULTIBEAM LED แบบความละเอียดสูง รวมถึงระบบ Active Light ที่ควบคุมด้วยระบบไฟฟ้าเป็นครั้งแรกของโลก

สำหรับ E-Class โฉมนี้ในประเทศไทย เริ่มแรกมีให้เลือกสรร 2 ดีไซน์ คือ E 220 d Exclusive และ E 220 d AMG Dynamic

E-Class มาพร้อมกับเครื่องยนต์ดีเซล 4 สูบที่พัฒนาขึ้นใหม่ ขนาด 2.0 ลิตร 194 แรงม้า และระบบเกียร์อัตโนมัติชุดใหม่ 9G-TRONIC ที่ช่วยให้ผู้ขับขี่สามารถเปลี่ยนเกียร์ได้อย่างรวดเร็ว ควบคุมแรงเหวี่ยง จากการทำงานของเครื่องยนต์ให้ต่ำลง ช่วยให้สมรรถนะการขับขี่นุ่มนวลและมีประสิทธิภาพ มากขึ้น ประกอบกับโครงสร้างรถที่ได้รับการพัฒนาด้านอากาศพลศาสตร์ และมีน้ำหนักเบาลง กินน้ำมันต่ำเพียง 25.6 กม./ลิตร

ในเดือนมกราคม 2560 เปิดตัว E 220 d รุ่นประกอบในประเทศ มีให้เลือก 3 ดีไซน์ ได้แก่ Avantgarde, Exclusive และ AMG Dynamic

Mercedes-Benz E 350 e

จากนั้นอีก 4 เดือน (พฤษภาคม 2560) Mercedes-Benz ก็เปิดตัวแบรนด์ "EQ" (Electric Intelligence) พร้อมแนะนำยนตรกรรมรุ่นใหม่ Mercedes-Benz E 350 ใช้ขุมพลังเบนซินขนาด 2.0 ลิตร Turbo 211 แรงม้า พร้อมทำงานร่วมกับมอเตอร์ไฟฟ้า ขนาด 88 แรงม้า ที่ใช้แบตเตอรี่ขนาดใหญ่ สามารถชาร์จไฟจากภายนอกได้ ที่เรียกกันว่า Plug-In Hybrid ส่งกำลังแบบเกียร์อัตโนมัติเดินหน้า 9 สปีด (9G-Tronic Plus) พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย

Mercedes-Benz E 350 e

สำหรับ The E 350 e มีให้เลือก 3 ดีไซน์ด้วยกัน คือ Avantgarde, Exclusive และ AMG Dynamic มาพร้อมกับการกินน้ำมันเฉลี่ยถึง 40 - 47.62 กม./ลิตร!

Mercedes-Benz E-Class Cabriolet

ส่วนในเดือนพฤศจิกายน 2560 Mercedes-Benz E-Class Cabriolet ถึงจะตามมาให้ยลโฉมในบ้านเรา ในรุ่นย่อย E 300 Cabriolet AMG Dynamic ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน + ระบบส่งกำลังแบบ 9G-Tronic ขนาด 2.0 ลิตร 245 แรงม้า

ก่อนที่รุ่น Coupe จะตามมาในเดือนมีนาคม 2561 ในรุ่นย่อย The E 200 Coupe AMG Dynamic ขับเคลื่อนด้วยเครื่องยนต์เบนซิน + ระบบส่งกำลังแบบ 9G-Tronic ขนาด 2.0 ลิตร 184 แรงม้า

Mercedes-Benz E-Class ถือเป็นรถที่เหมาะสมมาก สำหรับนักธุรกิจ เพราะรถรุ่นนี้มีการออกแบบที่หรูหรา ในราคามือสองที่ไม่แพงมากนัก เสริมสร้างความน่าเชื่อถือ มาพร้อมกับเทคโนโลยีที่ทันสมัย ยิ่งในโฉมปัจจุบันมีรุ่นที่เป็น Plug-In Hybrid ให้เลือกซื้อมาขับกันอีกด้วย

รถในรุ่นใกล้เคียง

สำหรับ Mercedes-Benz E-Class สามารถเปรียบเทียบได้กับ BMW Series 5, Audi A6, Volvo S60, Skoda Superb หรือจะเป็นรถจากฝั่งญี่ปุ่นอย่าง Toyota Camry, Nissan Teana, Honda Accord และถ้าจากเกาหลีก็ KIA Stinger เป็นต้น

การซื้อรถ Benz E-Class มือสองของคุณรับรองว่าง่ายแน่นอน หากให้ Carro เป็นผู้ช่วยเกี่ยวกับรถมือสองให้คุณ โดย Carro ยังมีรถมือสองของ Benz ทั้งรุ่น C-Class, S-Class, SLK หรือรุ่นอื่นๆ ก็มีให้เลือกอีกมากมายครับ

ราคารถ รถ Benz E-Class (เบนซ์ อี-คลาส) มือสอง

ปีที่ผลิตช่วงราคาขายที่แนะนำ
2018
฿2,440,000
-
฿3,520,000
2017
฿2,000,000
-
฿3,360,000
2016
฿1,880,000
-
฿2,960,000
2015
฿1,320,000
-
฿2,480,000
2014
฿1,240,000
-
฿2,200,000
2013
฿1,160,000
-
฿2,080,000
2012
฿800,000
-
฿1,960,000
2011
฿760,000
-
฿1,840,000
2010
฿720,000
-
฿1,720,000
2009
฿680,000
-
฿1,440,000
2008
฿640,000
-
฿840,000
2007
฿600,000
-
฿768,000
2006
฿560,000
-
฿704,000
2005
฿520,000
-
฿720,000
2004
฿392,000
-
฿680,000
2003
฿368,000
-
฿640,000
2002
฿328,000
-
฿480,000
2001
฿312,000
-
฿416,000
2000
฿296,000
-
฿384,000
1999
฿280,000
-
฿288,000