Carro
ลงขายรถมือสองด่วนภายใน 24 ชม.
carro
ค้นหารถ
รายละเอียดรถ
ช่วงราคา (บาท)
รูปแบบการซื้อ

รถ Benz E-Class (เบนซ์ อี-คลาส) มือสอง

2016 ผลการค้นหาจำนวน 9 คัน
2015 ผลการค้นหาจำนวน 19 คัน
รถ Benz E-Class (เบนซ์ อี-คลาส) มือสอง
รถ Benz E-Class (เบนซ์ อี-คลาส) มือสอง

Benz E-Class มือสอง (เบนซ์ อี-คลาส มือสอง) | Carro

Mercedes-Benz E-Class (เมอร์เซเดส-เบนซ์ อี-คลาส) ถือเป็นรถยนต์ระดับหรูขนาดกลางของค่ายดาว 3 แฉก ที่ทำตลาดมานานมากๆ นับจากรหัส W120 ในปี 1953-1962, W110 ในปี 1961-1968, W114-W115 ในปี 1968-1976 และ W123 ในปี 1976-1986
แต่การนำอักษร E มาใช้ประกอบกับชื่อรุ่นเพิ่งจะเริ่มขึ้นในปี 1984 กับรหัสตัวถัง W124 ซึ่งมาแทนที่ W123 รถยอดฮิตตลอดกาลของเบนซ์ อี-คลาส หนึ่งรุ่นในบ้านเรา (ซึ่งในบางรุ่นย่อยของ W123 จะมีตัว E, CE, TE หรือ D กำกับตามลักษณะตัวรถและประเภทเครื่องยนต์)
ในปี 1993 หลังจากที่ อี-คลาส รหัส W124 ปรับโฉมใหม่ ทาง เมอร์เซเดส-เบนซ์ จึงจัดเรียงชื่อรุ่นตามแบบปัจจุบัน คือ นำหน้าด้วยตัว E แล้วตามด้วยเลข 3 หลัก
แต่สำหรับรุ่นที่ถือเป็นการเริ่มต้นของ อี-คลาส ที่มี E นำหน้าอย่างเป็นทางการ คือรุ่น "เบนซ์ ตากลม" (New-Eye) รหัส W210 และตามด้วยเจนเนอเรชั่นต่อมา "เบนซ์ ตาถั่ว" ในรหัส W211 ซึ่งเปิดตัวปี 2003

Mercedes-Benz E-Class ปี 1984 - 1995

(รูป)

Mercedes-Benz E-Class รหัส W124 มือสอง โฉมนี้จัดเป็นโฉมแรกที่ใช้ชื่อ E-Class อย่างเป็นทางการ ด้วยเพราะในโฉมนี้ ไม่ใช้เครื่องยนต์แบบคาร์บูเรเตอร์แล้ว คงเหลือไว้แต่แบบหัวฉีด ซึ่งภาษาเยอรมันคำว่าหัวฉีด ขึ้นต้นด้วยตัวอักษร E (ย่อมาจาก Einspritzung-Class ซึ่งเป็นภาษาเยอรมนี) Mercedes-Benz จึงนำมาใช้ในรุ่นนี้ โดยให้นิยามใหม่ว่า Elegance ซึ่งแปลว่า ความสง่างาม โก้เก๋ สละสลวย งดงาม สะโอดสะอง
ในไทย W124 เป็นที่รู้จักอย่างกว้างขวางในฉายา "โลงจำปา" ซึ่งมาจากลักษณะของกระโปรงหลังของตัวรถ เมื่อดูโดยรวมแล้ว ท้ายรถ W124 จะคล้ายโลงศพชาวจีน ซึ่งทำด้วยไม้จำปา เมื่อถูกตั้งชื่อในประเทศไทยว่าโฉมโลงจำปา มีคนเชื้อสายจีนจำนวนหนึ่งได้ซื้อรถรุ่นนี้ ด้วยเหตุผลทางความเชื่อส่วนบุคคล ในเรื่องการแก้เคล็ด (ได้ซื้อและอยู่ใน "โลงศพ" ปลอมไปแล้ว ดังนั้นระยะเวลาที่จะอยู่ใน "โลงศพ" จริง จะถูกเลื่อนออกไป เป็นการต่ออายุทางหนึ่ง)
รุ่นเริ่มแรกที่ขายในไทย ก็จะเป็นตัว 230 E และ 300 E ("E" ยังอยู่ด้านหลัง) และมีรุ่นแวกอนอย่าง 230 TE และรุ่นคูเป้ อย่าง 300 CE ให้เลือกด้วย
(รูป)
ในรุ่นไมเนอร์เชนจ์ "E" อยู่ด้านหน้าแล้ว ก็จะมีรุ่น E 220 เครื่องยนต์ขนาด 2.2 ลิตร 150 แรงม้า และ E 280 เครื่องยนต์ขนาด 2.8 ลิตร 193 แรงม้า

Mercedes-Benz E-Class ปี 1995- 2002

(รูป)
Mercedes-Benz E-Class รหัส W210 มือสอง โฉมนี้ ปรับปรุงใหม่ทั้งคัน โดดเด่นด้วยไฟหน้าแบบกลม 4 ตา จึงเป็นที่มาของชื่อฉายา "ตากลม" นั่นเอง ปราดเปรียวด้วยค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน Cd = 0.27 และได้มีการเริ่มใช้ระบบ Airbag ข้างประตูเป็นรุ่นแรกของ E-Class ด้วย มีแบบให้เลือกหลากหลาย อาทิเช่น Classic, Elegance และ Avantgarde ส่วนรุ่นย่อยก็จะมีตั้งแต่ E 200, E 230, E 280, E 320 และรุ่นเครื่องดีเซลอย่าง E 220 D เป็นต้น
(รูป)
ประมาณปี 2541 ได้มีการ Minorchange โดยใช้เครื่องแบบ 6 สูบเรียง เป็นแบบ V6 และยังมีเครื่องดีเซล Commonrail Direct Injection หรือเรียกกันว่า CDI เป็นเทคโนโลยีเครื่องดีเซลรุ่นแรกของค่าย Mercedes-Benz
ในโฉมนี้มีรุ่นย่อย ให้เลือก ตั้งแต่ E 200 Kompressor, E 220 CDI, E 240 และ E 240 2.6
รุ่นเครื่องยนต์เบนซิน เริ่มต้นด้วยขนาด 2.0 ลิตร 163 แรงม้า, ขนาด 2.4 ลิตร 170 แรงม้า และขนาด 2.6 ลิตร 170 แรงม้า ส่วนเครื่องยนต์ดีเซล มีขนาด 2.2 ลิตร 143 แรงม้า ทุกรุ่นส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์แบบ One-Touch

Mercedes-Benz E-Class ปี 2002 - 2009

(รูป)
Mercedes-Benz E-Class รหัส W211 มือสอง โฉมนี้เปิดตัวในปี 2545 ใช้เวลาในการวิจัยและพัฒนาถึง 4 ปี รวมทั้งงบประมาณกว่า 2 พันล้านยูโร (หรือประมาณ 80,000 ล้านบาท ในตอนนั้น)
มีให้เลือกในแบบ Classic เน้นความเรียบหรู แบบ Elegance เพิ่มความสง่ารอบคัน แผงคอนโซล พวงมาลัย หัวเกียร์ และแผงประตูตกแต่งด้วยลายไม้วอลนัท และแบบ Avantgarde เน้นความโฉบเฉี่ยวล้ำยุค แผงควบคุมตกแต่งด้วยโลหะสีอ่อน กระจกกรองแสงสีฟ้าอ่อน ตกแต่งภายในด้วยไม้เมเบิ้ลลาย Bird's Eyes Maple
รูปลักษณ์ภายนอกปราดเปรียว ให้ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน Cd เพียง 0.26 โครงสร้างตัวถังผลิตจากเหล็กกล้า มีน้ำหนักเบา ทนทานต่อการบิดตัวเพิ่มขึ้น 18% และนำอะลูมิเนียมมาผลิตชิ้นส่วนตัวถังหลายจุด เช่น ฝากระโปรงหน้า บังโคลนหน้า และฝากระโปรงหลัง
(รูป)
อุปกรณ์มาตรฐาน ประกอบด้วยเบาะนั่ง พวงมาลัยและหัวเกียร์หุ้มหนังแท้ เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้า พร้อมหน่วยความจำสำหรับตำแหน่งที่นั่ง พวงมาลัย และกระจกมองข้าง ระบบแอร์อัตโนมัติ ม่านบังแดดด้านหลัง เลื่อนขึ้น-ลง ด้วยระบบไฟฟ้า เป็นต้น
อีกจุดเด่นของ E-Class โฉมนี้ นั่นคือ ระบบเซ็นโซทรอนิกเบรก SBC (Sensotronic Brake Control) ซึ่งถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญของเทคโนโลยีความปลอดภัย และเป็นนวัตกรรมล่าสุด ที่นำมาติดตั้งใน E-Class ใหม่ ทุกรุ่น
มีเครื่องยนต์ให้เลือก 2 แบบ เริ่มต้นด้วย E 220 CDI เครื่องยนต์ดีเซล Commonrail Direct Injection Turbo Intercooler ขนาด 2.2 ลิตร 150 แรงม้า และในรุ่น E 200 Kompressor เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.8 ลิตร 163 แรงม้า กับ E 240 2.6 แรงสะใจ ด้วยเครื่องยนต์เบนซินแบบ V6 ขนาด 2.6 ลิตร 177 แรงม้า อัตราเร่งจาก 0-100 กม./ชม. เพียง 9.1 วินาที และทำความเร็วได้สูงสุด 233 กม./ชม.
ภายหลังมีรุ่นย่อย E 270 CDI Avantgarde เพิ่มเติมมาอีกด้วย
(รูป)
ในปี 2546 เปิดตัว Mercedes-Benz E 200 Kompressor Estate เป็นรถแบบแวกอน ในอนุกรมตากลมของเบนซ์ ชุดไฟกลมคู่หน้ายังเป็นจุดเด่น แต่มีประโยชน์ใช้สอยแบบรถแวกอน
ภายในมาพร้อมหน้าปัดสีดำกับขอบโครเมียม พวงมาลัยแบบ Multifunction เบาะหนังแท้และลายไม้วอลนัท เบาะคู่หน้าปรับไฟฟ้า
พร้อมหน่วยความจำควบคุมตำแหน่งที่นั่ง พวงมาลัย และกระจกมองข้างซ้าย-ขวา เบาะหลังยังพับแยกส่วน 60:40 ได้
มาพร้อมเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร Supercharged 163 แรงม้า ส่งกำกลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ 5 สปีด พร้อมระบบเปลี่ยนเกียร์แบบ One-Touch ทำความเร็วได้สูงสุด 220 กม./ชม.
ในช่วงต้นปี 2549 เปิดตัว E 200 Kompressor รุ่น NGT: (Natural Gas Technology) ที่ใช้พลังงานได้ทั้งน้ำมันเบนซิน และแก๊ส NGV ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.8 ลิตร Superrcharged 163 แรงม้า เป็นขุมพลัง และเพิ่มชุดอุปกรณ์จ่ายแก๊ส พร้อมถังแก๊สอีก 4 ถัง มีปริมาตรความจุรวม
107 ลิตร หรือคิดเป็นน้ำหนักแก๊ส 18 กก. ซึ่งวิ่งได้ประมาณ 300 กม.
9 กุมภาพันธ์ 2550 Mercedes-Benz เปิดตัว E-Class โฉมไมเนอร์เชนจ์ ใหม่
(รูป)
ในเดือนมกราคม 2552 Mercedes-Benz E-Class เตรียมส่งท้าย ด้วย 3 รุ่น คือ E 230 2.5 Avantgarde Sports Premium Edition, E 220 CDI Classic และ E200 Kompressor Avantgarde Premium Edition
เริ่มต้นกับ E 230 2.5 Avantgarde Sports Premium Edition เครื่องยนต์ V6 ขนาด 2.5 ลิตร 204 แรงม้า เพิ่มความสปอร์ตด้วยล้ออัลลอยด์ 18 นิ้ว ดิสก์เบรกล้อหน้าแบบมีครีบระบายความร้อน พร้อมสัญลักษณ์ เมอร์เซเดส-เบนซ์บนคาลิปเปอร์เบรก รวมถึงปลายท่อไอเสียคู่
ภายในตกแต่งแบบพรีเมียม ทั้งกาบบันไดพร้อมสัญลักษณ์ Mercedes-Benz เรืองแสงและคิ้วโครเมียมบริเวณขอบหน้าต่างทั้งสี่บาน พร้อมระบบวิทยุรุ่น COMAND APS และระบบสั่งงานด้วยเสียง
อีกรุ่นคือ E 220 CDI Classic แบบดีเซล 4 สูบ 170 แรงม้า มี Option อาทิ เบาะหนังแท้แบบไฟฟ้าพร้อมหน่วยความจำ พวงมาลัยปรับน้ำหนักแปรผันตามความเร็วรถ เซ็นเซอร์ช่วยจอดรถ วิทยุติดรถ NTG 2.5 และล้ออัลลอยด์ลายใหม่ 5 ก้านคู่
ขณะที่ E200 Kompressor Avantgarde Premium Edition เสริมขอบหน้าต่างด้วยคิ้วโครเมียม กาบบันไดเรืองแสงทั้งด้านหน้า-หลัง ล้ออัลลอยน้ำหนักเบาดีไซน์พิเศษ ใช้เครื่องยนต์เบนซินขนาด 1.8 ลิตร Kompressor 184 แรงม้า

รถในรุ่นใกล้เคียง

สำหรับ Mercedes-Benz E-Class สามารถเปรียบเทียบได้กับ BMW Series 5, Audi A6, Volvo S60, Skoda Superb หรือจะเป็นรถจากฝั่งญี่ปุ่นอย่าง Toyota Camry, Nissan Teana, Honda Accord และถ้าจากเกาหลีก็ KIA Stinger เป็นต้น
การซื้อรถ Benz E-Class มือสองของคุณรับรองว่าง่ายแน่นอน หากให้ Carro เป็นผู้ช่วยเกี่ยวกับรถมือสองให้คุณ โดย Carro ยังมีรถมือสองของ Benz ทั้งรุ่น C-Class, S-Class, SLK หรือรุ่นอื่นๆ ก็มีให้เลือกอีกมากมายครับ

ราคารถ รถ Benz E-Class (เบนซ์ อี-คลาส) มือสอง

ปีที่ผลิตช่วงราคาขายที่แนะนำ
2018
฿2,440,000
-
฿3,520,000
2017
฿2,000,000
-
฿3,360,000
2016
฿1,880,000
-
฿2,960,000
2015
฿1,320,000
-
฿2,480,000
2014
฿1,240,000
-
฿2,200,000
2013
฿1,160,000
-
฿2,080,000
2012
฿800,000
-
฿1,960,000
2011
฿760,000
-
฿1,840,000
2010
฿720,000
-
฿1,720,000
2009
฿680,000
-
฿1,440,000
2008
฿640,000
-
฿840,000
2007
฿600,000
-
฿768,000
2006
฿560,000
-
฿704,000
2005
฿520,000
-
฿720,000
2004
฿392,000
-
฿680,000
2003
฿368,000
-
฿640,000
2002
฿328,000
-
฿480,000
2001
฿312,000
-
฿416,000
2000
฿296,000
-
฿384,000
1999
฿280,000
-
฿288,000