Carro
ลงขายรถมือสองด่วนภายใน 24 ชม.
carro
ค้นหารถ
รายละเอียดรถ
ช่วงราคา (บาท)
รูปแบบการซื้อ

รถ Mitsubishi Lancer (มิตซูบิชิ แลนเซอร์) มือสอง

2013 ผลการค้นหาจำนวน 14 คัน
2012 ผลการค้นหาจำนวน 44 คัน
รถ Mitsubishi Lancer (มิตซูบิชิ แลนเซอร์) มือสอง
รถ Mitsubishi Lancer (มิตซูบิชิ แลนเซอร์) มือสอง

Mitsubishi Lancer มือสอง (มิตซูบิชิ แลนเซอร์ มือสอง)

มิตซูบิชิ เป็นรถยนต์ที่คนไทยรู้จักกันเป็นอย่างดีมานานหลายสิบปี แม้ชื่อชั้นจะเป็นรองผู้นำตลาดมาโดยตลอด แต่เรื่องสมรรถนะและคุณภาพรถยนต์ ต้องถือว่าไม่เป็นรองใคร โดยเฉพาะ Mitsubishi Lancer (มิตซูบิชิ แลนเซอร์) ซึ่งเป็นรุ่นที่พัฒนาต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน และเป็นรุ่นยอดนิยมที่ทำตลาดได้ไม่น้อยหน้าคู่แข่ง ถึงแม้ว่า Lancer ในปัจจุบัน จะไม่ได้มีบทบาทแล้วในฐานะรถป้ายแดงก็ตาม

ปัจจุบัน มีรถ มิตซูบิชิ แลนเซอร์ (Mitsubishi Lancer) มือสอง รุ่นดีๆ ให้เลือกใช้หลายรุ่นทีเดียว

มิตซูบิชิ แลนเซอร์ (Mitsubishi Lancer) มีโฉมต่างๆ ที่ฮิตติดตลาดรถยนต์เมืองไทยอยู่หลายรุ่น ก่อนหน้านั้นถือเป็นรถหลักของมิตซูบิชิ อยู่ในเมืองไทยนับตั้งแต่เปิดตัวในปี 2517 ในขณะที่ แลนเซอร์ อยู่ในตลาดโลก นับรวมได้ 8 เจเนอเรชั่น

ถ้าย้อนไปเมื่อปี 1979-1984 ต้องยกนิ้วให้มิตซูบิชิ New Lancer (A173) เป็นเจเนอเรชั่นที่ 2 รถรุ่นนี้เรียกกันในหมู่คนใช้รถว่ารุ่น "กล่องไม้ขีด" ด้วยรูปลักษณ์รถที่เป็นเส้นตรงแทบจะรอบคัน แม้รูปโฉมจะไม่ได้เร้าใจนัก แต่เครื่องยนต์รุ่นนี้ถือว่าแรง และทนทานในยุคนั้น แม้เครื่องยนต์ 1400 ซีซี แต่เร่งได้ถึงใจ รุ่นนี้นิยมนำมาแต่งแบบแรลลี่ ช่วงล่างแข็งแกร่ง แม้จะผ่านมากว่า 30 กว่าปี แต่ก็ยังมีสาวกกล่องไม้ขีดที่ยังนิยมใช้กันถึงปัจจุบัน ในตลาดรถยนต์มือสองยังหาซื้อได้ ในราคาหมื่นต้นๆ ไปจนถึงหมื่นปลายๆ

ส่วน Mitsubishi Lancer อีกรุ่นที่ได้รับความนิยมสุดๆ ในยุค 80 มาจนถึงยุค 90 ที่ต่อมาใช้ชื่อรุ่นว่า "Champ" (แชมป์) ก็เป็นที่รู้จักกันดีในบ้านเรา มีให้เลือกทั้งรุ่นเครื่องยนต์ขนาด 1.3 ลิตร, 1.5 ลิตร และรุ่น Top สุด อย่าง 1.6 ลิตร Turbo ที่ถือว่าหายากสุดๆ รวมไปถึงรุ่น Hatchback ที่ตามออกมาในภายหลัง ต่อมากลายมาเป็น Lancer Champ, Champ II และรุ่นสุดท้ายอย่าง Champ III

Mitsubishi Lancer ปี 1992 - 1996

Mitsubishi Lancer รุ่นยอดนิยมอีกรุ่นหนึ่งคือ รุ่น E-Car (ปี 1992-1996) รุ่นนี้ถือเป็นรุ่นประวัติศาสตร์ของค่ายมิตซูบิชิก็ว่าได้ เป็นรุ่นเรือธงที่มิตซูบิชิ แจ้งเกิดอย่างเป็นทางการ ยอดขายถล่มทลายมาก ด้วยอุปกรณ์ที่จัดเต็ม เครื่องยนต์สมรรถนะดีพร้อม แต่ราคาเบากว่ารถผู้นำตลาดหลายหมื่นบาท แถมยังแต่งเลียนแบบรุ่นเครื่องแรงอย่าง Lancer Evolution ได้ด้วย

ทำให้ยุคนั้นบนท้องถนนเราจะเห็นแต่ มิตซูบิชิ แลนเซอร์ รุ่น E-CAR วิ่งกันเต็มไปหมด เป็นรถที่ใช้ดีอีกรุ่นหนึ่ง มีหลายรุ่นให้เลือกได้แก่ 1.3 GL, 1.5 GLX, 1.6 GLXi (นำเข้า) และ 1.8GTi (นำเข้า)

ต่อมาเมื่อปี 2538 Lancer E-CAR ได้ยกเลิกการจำหน่ายรุ่นเครื่องยนต์ 1.3 ลิตร และ 1.8 ลิตร พร้อมกับเปลี่ยนระบบจ่ายเชี้อเพลิงในรุ่น 1.5 ลิตร จากคาร์บูเรเตอร์เป็นระบบหัวฉีด ECi-Multi และรุ่น 1.6 ลิตร เป็นประกอบในประเทศ โดยคงเหลือรุ่นย่อย คือ 1.5 GLXi และ 1.6 GLXi

ต่อมาในรุ่นไมเนอร์เชนจ์ ในปี 1996 จุดเด่นคือเปลี่ยนล้อแม็กซ์ลายใหม่ แบบ 3 แฉก เปลี่ยนกันชนให้มีลักษณะยาวและหนาขึ้น รวมถึงเปลี่ยนกระจังหน้าใหม่ เปลี่ยนท่อร่วมไอดีในรุ่น 1.5 ลิตร โดยตัวอักษรคำว่า ECi-Multi ขนาดเล็กลง และนำรุ่น 1.3 ลิตร กลับมาขายตอบสนองลูกค้าระดับล่าง เหลือเพียงรุ่น 1.3 EL, 1.5 GLXi และรุ่น 1.6 GLXi

มิตซูบิชิ แลนเซอร์ E-Car เป็นรถที่ขับสบาย ช่วงล่างแข็งแกร่ง และ ประหยัดน้ำมันพอสมควร มิตซูบิชิ แลนเซอร์ (Mitsubishi Lancer) มือสอง รุ่น E-Car ยังคงนิยมกันอยู่ในตลาดรถมือสอง แม้อายุรถจะ 20 กว่าปี แต่ก็ยังได้รับความนิยมเฉพาะกลุ่ม

Mitsubishi Lancer ปี 1996 - 2000

Mitsubishi Lancer รุ่นยอดนิยมอีกรุ่น และเรียกกันจนติดปากว่า "รุ่นท้ายเบนซ์" เนื่องจากมิตซูบิชิ แลนเซอร์ ได้ปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ไฟท้ายใหม่ แต่เวลาอยู่บนท้องถนนแล้วมองเผินๆไฟท้ายจะคล้ายรถเบนซ์มาก ผู้ใช้รถจึงเรียกรุ่นนี้ว่า "รุ่นท้ายเบนซ์" ซึ่งก็คือรุ่นปี 1995-2001)

ในโฉมแรก ออกมีเครื่องยนต์ขนาด 1.5 ลิตร รหัส 4G15 94 แรงม้า และขนาด 1.8 ลิตร รหัส 4G93 122 แรงม้า ให้เลือก ต่อมาเลิกผลิตเครื่องยนต์ 1.5 ลิตรไป แล้วนำเครื่องยนต์ขนาด 1.6 ลิตร รหัส 4G92 113 แรงม้า ออกมาแทนในรุ่นไมเนอร์เชนจ์

และในรุ่น "F Style" เป็นโฉมไมเนอร์เชนจ์รอบสอง เมื่อเดือนธันวาคม 2543 ปรับปรุงหน้าตาใหม่ ฝากระโปรงท้ายใหม่ (เอามาจากในรุ่น Mirage) พร้อมปรับปรุงออพชั่นภายในใหม่หลายจุด มีรุ่นย่อยให้เลือก 5 รุ่นย่อย ได้แก่ 1.6 GLXi M/T, 1.6 GLXi A/T, 1.6 GLXi-Ltd. M/T, 1.6 GLXi-Ltd. A/T และ 1.8 SEi-Ltd. A/T

รูปลักษณ์รุ่นนี้จะคล้าย E-CAR มาก ต่างกันแค่ไฟท้าย และจุดเด่นที่ดีกว่ารุ่น E-Car คือ ได้เปลี่ยนมาใช้ระบบส่งกำลังแบบ Invecs-II และ Invecs-III ซึ่งมิตซูบิชิเป็นผู้พัฒนาขึ้นเอง รุ่นท้ายเบนซ์เป็นอีกรุ่นที่ใช้งานได้ดี คุ้มค่า เครื่องยนต์ทนทาน ช่วงล่างแข็งแกร่ง มิตซูบิชิ แลนเซอร์ (Mitsubishi Lancer) มือสอง รุ่นท้ายเบนซ์ ยังคงมีขายในตลาดรถมือสอง ราคาอยู่ประมาณ 5 หมื่นกว่าบาท ไปจนถึงแสนต้นๆ

Mitsubishi Lancer ปี 2001 - 2006

Mitsubishi Lancer รุ่นปี 2001-2011 หรือรุ่น "Cedia" เปิดตัวในบ้านเราเมื่อ 5 ตุลาคม 2544 โดยต้นกำเนิดของคำว่า Cedia มาจากคำว่า Century และ Diamond รวมกัน แนวคิดออกแบบตัวถัง Compact Body Big Cabin ขยายตัวถังให้กว้างขึ้นทุกสัดส่วนทั้งแนวกว้างและความสูง รูปลักษณ์ภายนอกเพิ่มความหรูหราภูมิฐานสง่างาม

ด้านหน้าลาดต่ำโดดเด่นด้วยกระจังหน้าขนาดใหญ่ที่ยึดติดกับฝากระโปรง รับกับชุดไฟหน้าล้ำสมัยขนาดใหญ่ 4 ดวง แบบฟรีฟอร์มรีเฟล็กเตอร์ (Free-Form Reflector) มิติภายในห้องโดยสาร เปิดรับความรู้สึกใหม่กับขนาดของห้องโดยสารที่ขยายกว้างขึ้นทุกสัดส่วน และชูจุดเด่นอย่าง ระบบความปลอดภัยแบบปกป้อง RISE BODY (Realized Impact Safety Evolution) คือมาตรฐานใหม่ของโครงสร้างนิรภัย ที่เสริมความแข็งแกร่งของตัวถังในจุดที่ต้องการรับแรงกระแทก และมีผลกระทบกับห้องโดยสารทุกด้าน

มาพร้อมเครื่องยนต์รหัส 4G18 ขนาด 1.6 ลิตร 108 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์ธรรมดา 5 สปีด และเกียร์อัตโนมัติ INVECS-III CVT 6 สปีด

และเครื่องยนต์รหัส ขนาด 1.8 ลิตร รหัส 4G93 122 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ INVECS-III CVT Sportronic 6 สปีด

หลังจากนั้น มีการปรับปรุงเล็กๆ น้อยๆ ด้วยการเปลี่ยนกระจังหน้าใหม่ เพิ่มออพชั่น และเปลี่ยนเลนส์ไฟท้ายใหม่ ใช้ไฟเลี้ยวสีแดง

พอถึงปี 2547 ก็ปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ ภายใต้แนวคิด "Power to Change" ถอดแบบความแรงจากรถยนต์สายพันธุ์ดุ Evolution VIII เปลี่ยนแปลงภาพลักษณ์ซีดานธรรมดา ให้ดูมีพลัง และทันสมัยยิ่งขึ้น ด้วยกันชนหน้าใหม่ สไตล์สปอร์ต ออกแบบรับกับกระจังหน้า ทรงหัวขวาน ฝากระโปรงท้ายแบบมีสปอยเลอร์ในตัว เลนส์ไฟท้ายแบบใส มีให้เลือกในรุ่น 1.6 GLXi และ 2.0 SEi Limited

ห้องโดยสารกว้างขวาง และหรูหรา คอนโซลหน้ารูปตัวที (T) ลาดเอียงในแนวตั้ง ตกแต่งลายไม้ และสีเงินมิลเลนเนียม เพิ่มความภูมิฐาน ใช้วัสดุอุปกรณ์สีอ่อน ทูโทน เบาะนั่งและพวงมาลัยบุด้วยหนังแท้ ในรุ่น 2.0 SEi Limited

นอกจากเครื่องยนต์ 1.6 ลิตร ที่มีให้เลือกแล้ว ยังเพิ่มเครื่องยนต์ขนาด 2.0 ลิตร 135 แรงม้า ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติ INVECS-II Sportronic 4 สปีด ที่สามารถ +- ตำแหน่งเกียร์ได้เหมือนรถสปอร์ต

และยังมีรุ่นพิเศษ ออกมาเป็นระยะๆ เช่น Ralliart Limited Edition

มิตซูบิชิ เคยได้รับเสียงบ่นกับปัญหาเรื่องแอร์ในรุ่น E-Car พอมาถึงแลนเซอร์รุ่นนี้ ต้องเรียกว่าหมดห่วงทุกอย่าง ไม่มีปัญหาจุกจิก ขับง่าย ดูแลรักษาสบายๆ ช่วงล่างหนึบ เครื่องยนต์ทนทาน ผ่านมากว่าสิบปียังใช้งานได้ดีมาก

Mitsubishi Lancer EX ปี 2009 - 2011

พอมาจนถึง Mitsubishi Lancer EX (Exceed) อาจจะเรียกได้ว่า เป็น Lancer รุ่นสุดท้ายที่ขายในไทย ย้อนกลับไปในวันที่ 15 กันยายน 2552 มิตซูบิชิ เปิดตัว "Lancer EX" (แลนเซอร์ อีเอ็กซ์) แม้ว่าจะขายช้ากว่าในตลาดโลก แต่ก็มาพร้อมแนวคิด "Sensational Intelligence" ชูจุดเด่นใช้พลังงานทางเลือกอย่าง แก๊สโซฮอล์ E85 ในรุ่นเครื่องยนต์ขนาด 1.8 ลิตร ขณะที่รุ่น Top ขนาด 2.0 ลิตร เน้นสปอร์ตอัดออพชั่นมาเพียบ ประกอบไปด้วยรุ่นย่อย 1.8 GLX, 1.8 GLS, 1.8 GLS-Ltd. และ 2.0 GT

ถือเป็นการสานต่อภาพลักษณ์ของรถเก๋งสไตล์สปอร์ตของ Mitsubishi ประกอบไปด้วยรุ่น GT ซึ่งเป็นรุ่นสูงสุด เหมาะกับทั้งผู้หญิงและผู้ชาย ช่วยเสริม "คุณค่าด้านอารมณ์" ในขณะที่รุ่น GLS-Ltd. รุ่น GLS และ GLX ได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของกลุ่มลูกค้าผู้หญิงเป็นหลัก โดยสะท้อนให้เห็นถึง "คุณค่าด้านเหตุผล"

Mitsubishi Lancer EX ออกแบบให้มีรูปลักษณ์ภายนอกสไตล์สปอร์ต ให้ค่าสัมประสิทธิ์แรงเสียดทาน เพียง 0.29 และตัวถังที่กว้างขึ้น ร่วมกับการออกแบบด้านหน้าตัวรถให้ลาดเอียงลง รับกับกระจังหน้าทรงสี่เหลี่ยมคางหมูเอกลักษณ์เฉพาะของมิตซูบิชิ ในขณะที่การออกแบบภายใน เน้นการผสมผสานระหว่างฟังก์ชั่นการใช้งาน และความทันสมัย แผงคอนโซลหน้าทรงโค้ง นอกจากนี้ฐานล้อที่กว้างขึ้น ทำให้การทรงตัวและตอบสนองของรถดียิ่งขึ้น ในขณะเดียวกันก็ออกแบบให้มีรัศมีวงเลี้ยวที่แคบสุด ในรถระดับเดียวกันเพียง 5.0 เมตร

ในรุ่น 2.0 ลิตร GT ใช้ระบบพวงมาลัยแบบมัลติฟังก์ชั่น มีปุ่มควบคุมเครื่องเสียง ระบบควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ (Paddle Shift) ระบบควบคุมความเร็วอัตโนมัติ (Cruise Control) ถือว่าช่วยให้ขับรถได้อย่างสบายขึ้นมาก นอกจากนี้รถทุกรุ่นยังติดตั้งระบบอำนวยความสะดวกและปลอดภัยอัจฉริยะ Mitsubishi Motors ETACS (Electric Total Automobile Control System) ซึ่งควบคุมระบบไฟฟ้าต่าง ๆ เพื่ออำนวยความสะดวกให้กับผู้ขับขี่ และระบบอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆ ภายในรถ

มาพร้อมขุมพลังใหม่ 2 ทางเลือก ได้แก่รหัส 4B10 ขนาด 1.8 ลิตร FFV (Flexible Fuel Vehicle) รองรับได้ทั้งน้ำมันเบนซิน และแก๊สโซฮอล์ถึง E85 ให้แรงม้าสูงสุดที่ 139 แรงม้า

ขณะที่รหัส 4B11 ขนาด 2.0 ลิตร 4 สูบ 16 วาล์ว DOHC MIVEC รองรับแก๊สโซฮอล์ E20 ให้แรงม้าสูงสุด 154 แรงม้า ซึ่งทั้ง 2 รุ่น ส่งกำลังผ่านเกียร์อัตโนมัติแบบ CVT พร้อม INVECS-III แบบ 6 สปีด และเร้าใจยิ่งขึ้นด้วยฟังก์ชั่น Sport Mode

เดือนมีนาคม 2553 เปิดตัว 2 รุ่นพิเศษ Ralliart Concept และ Smart Concept ...

สำหรับ Ralliart Concept (แรลลี่อาร์ต คอนเซ็ปต์) เป็นการนำรุ่น GT มาใส่ชุดแต่งสปอร์ตรอบคันจาก Ralliart ไม่ว่าจะเป็น แผ่นฟอยล์แรลลี่อาร์ต ตกแต่งทั้งกันชนหน้า-หลัง สปอยเลอร์หลัง และชายด้านข้าง รวมทั้งเสริมมาดเข้มด้วยวงแหวนครอบไฟตัดหมอก และแผงครอบใต้กันชนหลัง และยังมาพร้อมกรอบกระจังหน้าแบบสีดำ ที่รับกับล้ออัลลอยด์ใหม่ขนาด 18 นิ้ว แบบ Dark Gray รวมไปถึงชุดชายกันชนหลัง

ภายในได้รับการตกแต่งพิเศษ ด้วยชุดวงแหวนครอบสวิทซ์ควบคุมอุณหภูมิแบบโครเมียม พร้อมหัวเกียร์และหุ้มเบรคมืออลูมิเนียม ชุดแผงครอบสวิทซ์ควบคุมอุณหภูมิ และชุดแผงครอบแป้นเกียร์สีเงิน รวมไปถึงฝาครอบบันไดสเตนเลสจาก Ralliart

ส่วนตัว Smart Concept (สมาร์ท คอนเซ็ปต์) จะเป็นการนำรุ่น GLS-Ltd. มาตกแต่งด้วยชุดแต่งแบบโครเมียม ทั้งแผงครอบช่องดักลมกันชนหน้า คิ้วตกแต่งชายฝากระโปรงท้าย ชุดฝาครอบมือจับประตู และลงตัวด้วยลิปสปอยเลอร์หลัง

ภายในสะดุดตายิ่งขึ้นด้วยโทนสีเงิน Cool Silver ไม่ว่าจะเป็นในส่วนของคอนโซลหน้าและแผงข้างประตู ชุดแผงครอบแป้นเกียร์ รวมไปถึงชุดแผงครอบสวิทซ์ควบคุมอุณหภูมิ ซึ่งรับกับชุดวงแหวนครอบสวิทซ์ควบคุมอุณหภูมิแบบโครเมียม

Mitsubishi Lancer EX ปี 2011 - 2016

หลังจากที่มีการปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ในช่วงเดือนมีนาคม 2554 ภายใต้แนวคิด เผยเสน่ห์ เร้าใจในตัวคุณ หรือ Be Fascinated เน้นภาพลักษณ์สปอร์ตสไตล์โฉบเฉี่ยว ที่มีความลงตัว และสะท้อนตัวตนผู้ขับขี่ มีตัวถังสีใหม่ แดงเมทัลลิก ให้เลือก ไฟหน้า Projector แบบ Bi-Xenon ชุดแต่งสไตล์สปอร์ตรอบคัน แผงครอบใต้กันชนหลัง  รวมไปถึงล้ออัลลอยขนาด 18 นิ้ว แบบ Dark Gray

มาพร้อมมาตรวัดเรืองแสงใหม่แบบ Hi-Contrast พร้อมจอแสดงผลข้อมูลอเนกประสงค์แบบ Twin type LCD Digital แสดงผลข้อมูลได้หลายแบบ และเพิ่มความสะดวกสบายยิ่งขึ้น ด้วยกระจกไฟฟ้าแบบอัตโนมัติด้านคนขับ มีระบบ Safety กระจกมองข้างปรับ-พับด้วยไฟฟ้า รวมไปถึงระบบพับเก็บกระจกมองข้างอัตโนมัติ เมื่อล็อกรถ

ติดตั้ง ระบบกุญแจอัจฉริยะ KOS ช่วยให้สามารถล็อก หรือปลดล็อกประตู และฝากระโปรงท้าย รวมไปถึงสตาร์ท หรือดับเครื่องยนต์ได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องใช้กุญแจ พร้อมระบบป้องกันการโจรกรรม อิมโมบิไลเซอร์ กับระบบไฟสว่างอัตโนมัติเมื่อปลดล็อกรถ (Welcome lighting) เป็นต้น

เดือนกันยายน 2554 เพิ่มสีน้ำตาลทอง - Quartz Brown

ช่วงเดือนสิงหาคม 2556 มีการเพิ่มออพชั่น เสริมคิ้วโครเมียมที่ขอบหน้าต่าง พร้อมการติดตั้งไฟหน้า Projector แบบ Bi-Xenon ระบบปรับระดับลำแสงไฟหน้า และระบบเพิ่มความส่องสว่างขณะเข้าโค้ง (AFS) เป็นอุปกรณ์มาตรฐานในรุ่น 1.8 GLS Ltd. และ 2.0 GT ส่วนภายในหรูหรายิ่งขึ้น จากดีไซน์ใหม่สไตล์ Gloss Black สำหรับรุ่น GT และ GLS Ltd. และสไตล์ Dark Silver ในรุ่น GLX โดยทุกรุ่นมาพร้อมแผงประตูคู่หน้าตกแต่งด้วยหนัง กับเบาะนั่งแบบสปอร์ต

จากนั้น มิตซูบิชิ ก็ยังคงขาย "Lancer EX" มาเรื่อยๆ ก่อนที่จะหายไป

หากคุณชอบรถยนต์ที่เน้นความประหยัดคุ้มค่า เครื่องยนต์ทนทาน ช่วงล่างมั่นใจได้ในทุกการขับขี่ ที่สำคัญใช้งานได้นานหลายสิบปี ไม่มีปัญหาจุกจิกกวนใจ และไม่ติดเรื่องยี่ห้อว่าต้องเป็นเบอร์หนึ่งของตลาดรถยนต์ รถมิตซูบิชิ แลนเซอร์ มือสอง ถือเป็นรถที่น่าใช้ รถสภาพดีๆ ในตลาดมือสองยังคงหาได้ไม่ยาก ลองมองหาในเว็บไซต์ที่เจ้าของประกาศขายหรือเลือกหาตามเต้นท์รถทั่วไป เทียบราคาและทดลองขับก่อนตัดสินใจซื้อ

 

รถในรุ่นใกล้เคียง

Mitsubishi Lancer มีรถในกลุ่มเดียวกัน ได้แก่ Toyota Corolla Altis, Nissan Sunny NEO, Nissan Sunny Almera, Nissan Sylphy, Mazda3 รวมไปถึงรถแบรนด์อเมริกันอย่าง Ford Focus, Chevrolet Optra และ Chevrolet Cruze เป็นต้น

จ่ายเบาๆ แต่ได้รถมิตซูบิชิ แลนเซอร์ รถมือสองดีๆ มาใช้สักคัน ถือว่าคุ้มจริงๆ

ราคารถ รถ Mitsubishi Lancer (มิตซูบิชิ แลนเซอร์) มือสอง

ปีที่ผลิตช่วงราคาขายที่แนะนำ
2016
฿392,000
-
฿472,000
2015
฿368,000
-
฿448,000
2014
฿344,000
-
฿424,000
2013
฿188,000
-
฿400,000
2012
฿176,000
-
฿376,000
2011
฿164,000
-
฿368,000
2010
฿152,000
-
฿352,000
2009
฿140,000
-
฿320,000
2008
฿148,000
-
฿264,000
2007
฿140,000
-
฿188,000
2006
฿132,000
-
฿180,000
2005
฿124,000
-
฿160,000
2004
฿116,000
-
฿140,000
2003
฿108,000
-
฿132,000
2002
฿100,000
-
฿124,000
2001
฿84,000
-
฿116,000
2000
฿68,000
-
฿100,000
1999
฿60,000
-
฿92,000